เส้นทางสายไหม (Silk Road) เส้นเลือดเศรษฐกิจโลกโบราณ

เส้นทางสายไหม เส้นเลือดเศรษฐกิจโลกโบราณ

     สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาเกี่ยวกับ เส้นทางสายไหม​เส้นเลือดเศรษฐกิจโลกโบราณที่สำคัญ ถ้าพร้อมแล้วไปศึกษาพร้อมกันในบทความเลย!

1.1 เส้นทางสายไหม คืออะไร

“เส้นทางสายไหม” คืออะไร?

    เส้นทางสายไหม (Silk Road) คือ เครือข่ายเส้นทางการค้าและการเดินทางที่เชื่อมโยงจีน เอเชียกลาง อินเดีย เปอร์เซีย โลกอาหรับ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกันตลอดหลายศตวรรษ เส้นทางเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงถนนสายเดียว หากประกอบด้วยเส้นทางย่อยจำนวนมาก ทั้งเส้นทางบกที่ผ่านทะเลทรายและเทือกเขา กับเส้นทางทะเลที่เชื่อมโยงชายฝั่งจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย อ่าวเปอร์เซีย ทะเลแดง และชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก 

    คำว่า “เส้นทางสายไหม” เป็นคำเรียกสมัยใหม่ มิใช่ชื่อที่ผู้คนในยุคโบราณใช้เรียกเครือข่ายการค้าเหล่านี้ นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน Ferdinand von Richthofen เป็นผู้ใช้คำว่า Die Seidenstraße หรือ “เส้นทางสายไหม” ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายเครือข่ายเส้นทางที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกกับภูมิภาคตะวันตก

   แม้ผ้าไหมจะเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้เครือข่ายนี้ได้รับชื่อดังกล่าว แต่เส้นทางสายไหมมีการแลกเปลี่ยนสินค้าหลากหลายชนิด เช่น เครื่องเทศ อัญมณี ม้า แก้ว เครื่องเคลือบ ชา ผ้าฝ้าย หนังสัตว์ โลหะมีค่า เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นอกจากสินค้าแล้ว ยังมีผู้คนหลายกลุ่มเดินทางไปตามเส้นทางเหล่านี้ ได้แก่ พ่อค้า ทูต นักบวช ผู้แสวงบุญ ทหาร ช่างฝีมือ และชนเร่ร่อน 

    ด้วยเหตุนี้ เส้นทางสายไหมจึงเป็นทั้งเครือข่ายทางเศรษฐกิจและพื้นที่แลกเปลี่ยนศาสนา ภาษา ศิลปะ ความรู้ และเทคโนโลยี นักประวัติศาสตร์จึงมักใช้คำว่า “เส้นทางสายไหม” ในความหมายกว้าง    

2.1 จุดกำเนิดและพัฒนาการ เส้นทางสายไหม

จุดกำเนิดและพัฒนาการ

     การติดต่อระหว่างจีนกับเอเชียกลางมีมาก่อนการเกิดเส้นทางสายไหมในความหมายที่ใช้กันทั่วไป แต่การค้าระยะไกลขยายตัวอย่างชัดเจนในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยเฉพาะตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เมื่อราชวงศ์ฮั่นขยายความสัมพันธ์กับเอเชียกลางและเปิดเส้นทางติดต่อไปยังดินแดนทางตะวันตก

    เส้นทางบางส่วนเชื่อมเมืองหลวงของจีนกับเอเชียกลาง ขณะที่เส้นทางแขนงอื่นเดินทางต่อไปยังเปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย ซีเรีย และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เครือข่ายดังกล่าวรุ่งเรืองแตกต่างกันไปตามยุคสมัย โดยขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเมือง อำนาจของจักรวรรดิ และความปลอดภัยของเมืองโอเอซิสกับเส้นทางภูเขา

2.2 จุดกำเนิดและพัฒนาการ เส้นทางสายไหม

    เส้นทางสายไหมมีลักษณะเป็นเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พ่อค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เดินทางจากจีนไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตลอดเส้นทาง แต่ซื้อขายและส่งต่อสินค้าเป็นช่วง ๆ ผ่านพ่อค้าหลายกลุ่ม เมืองโอเอซิสและศูนย์กลางการค้าจึงมีบทบาทสำคัญในการพักสินค้า เปลี่ยนพาหนะ แลกเปลี่ยนเงินตรา และจัดหาน้ำกับเสบียง

3.1 สินค้าและเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม

สินค้าและเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม

    ผ้าไหมจากจีนเป็นหนึ่งในสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีมูลค่าสูงในโลกตะวันตก เนื่องจากผลิตได้ยาก ใช้แรงงานและทักษะเฉพาะทาง อีกทั้งต้องขนส่งผ่านระยะทางไกลและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อถึงตลาดปลายทาง ผ้าไหมจึงมีราคาสูงและกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงฐานะของชนชั้นสูง 

   ในสังคมโรมัน ผ้าไหมและสินค้าฟุ่มเฟือยจากตะวันออกได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง นักเขียนโรมันบางคนวิพากษ์การใช้จ่ายสินค้าจากอินเดียและดินแดนตะวันออก โดยมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพย์สินไหลออกจากจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างจีนกับโรมมิได้หมายความว่าพ่อค้าจีนและโรมันเดินทางพบกันโดยตรงเสมอไป สินค้ามักผ่านมือคนกลางหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพ่อค้าในเอเชียกลางและเปอร์เซีย

สินค้าจากจีนและเอเชียตะวันออก 

    สินค้าที่เดินทางจากจีนและเอเชียตะวันออกไปยังภูมิภาคอื่น ได้แก่ ผ้าไหมและสิ่งทอ เครื่องเคลือบและเครื่องลายคราม ชา กระดาษ งานหัตถกรรม สีย้อมและสินค้าฟุ่มเฟือยบางชนิด ผลิตภัณฑ์โลหะ ความรู้เกี่ยวกับการผลิตสินค้าและเทคโนโลยีบางประเภท

สินค้าจากเอเชียกลาง อินเดีย และโลกตะวันตก

   สินค้าที่เดินทางเข้าสู่จีนและเอเชียตะวันออก ได้แก่ ม้า โดยเฉพาะม้าจากเอเชียกลาง อัญมณีและโลหะมีค่า เครื่องแก้ว เครื่องเทศ ผ้าฝ้าย พรมและสิ่งทอ ยาและสมุนไพร งาช้าง หนังสัตว์และขนสัตว์ องุ่นและผลไม้บางชนิด

3.2 สินค้าและเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม

   สินค้าหลายชนิดไม่ได้เดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางโดยตรง แต่ผ่านการซื้อขายหลายครั้งและอาจถูกแปรรูปในเมืองต่าง ๆ ระหว่างทาง ดังนั้นเศรษฐกิจของเส้นทางสายไหมจึงไม่ได้เกิดจากการค้าระหว่างมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง แต่เกิดจากการเชื่อมโยงของชุมชน เมือง และรัฐจำนวนมาก

 

4.1 เส้นทางสายไหมทางบก

เส้นทางสายไหมทางบก

    เส้นทางสายไหมทางบกเป็นเครือข่ายเส้นทางที่พาดผ่านจีนตะวันตก เอเชียกลาง เปอร์เซีย และเอเชียตะวันตก ก่อนเชื่อมต่อกับดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เส้นทางไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดเพียงแห่งเดียว และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิประเทศกับอำนาจทางการเมืองในแต่ละยุค

    เส้นทางสำคัญบางช่วงเริ่มจากเมืองหลวงของจีน เช่น ฉางอานหรือลั่วหยาง ผ่านทางเดินเหอซีไปยังตุนหวง จากนั้นจึงแยกไปยังเมืองโอเอซิสในแอ่งทาริม เช่น คัชการ์และพื้นที่รอบทะเลทรายทากลามากัน ต่อไปยังเอเชียกลาง เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย ซีเรีย และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

    เส้นทางช่วงฉางอาน–เทือกเขาเทียนซานเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ได้รับการศึกษาทางโบราณคดีอย่างกว้างขวาง โดยมีระยะทางเฉพาะส่วนราว 5,000 กิโลเมตร และเชื่อมโยงเมือง ชุมชน และอารยธรรมหลายแห่งในเอเชีย

4.2 เส้นทางสายไหมทางบก

อุปสรรคในการเดินทาง

     การเดินทางทางบกเต็มไปด้วยความยากลำบาก พ่อค้าต้องผ่านทะเลทรายโกบี ทะเลทรายทากลามากัน ที่ราบสูงปามีร์ และเทือกเขาหลายแนว ภูมิประเทศเหล่านี้ทำให้การเดินทางต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับแหล่งน้ำ ฤดูกาล และเส้นทางโอเอซิส

นอกจากนี้ พ่อค้ายังต้องเผชิญกับ

  • การขาดแคลนน้ำและเสบียง
  • สภาพอากาศรุนแรง
  • โจรปล้นและความไม่ปลอดภัย
  • สงครามระหว่างรัฐ
  • ภาษีและค่าผ่านทาง
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์พาหนะ
  • ความเสี่ยงจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้า

    พาหนะที่ใช้แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ได้แก่ ม้า ลา และอูฐ โดยอูฐมีความสำคัญอย่างมาก ต่อการขนส่งสินค้าข้ามทะเลทรา เมืองโอเอซิสและคาราวานเซอรายจึงทำหน้าที่เป็นจุดพักแรม คลังสินค้า และสถานที่แลกเปลี่ยนข่าวสาร

 

เมืองและรัฐบนเส้นทาง

    เมืองต่าง ๆ ในเอเชียกลางมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรม เช่น คัชการ์ ซามาร์คันด์ บูคารา และมะร์ฟ เมืองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านของพ่อค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลายภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกัน รัฐที่ควบคุมเส้นทาง ด่านภูเขา และเมืองโอเอซิสสามารถเรียกเก็บภาษีและสร้างรายได้จากการค้า ขณะเดียวกันการควบคุมเส้นทางยังช่วยเพิ่มอำนาจทางการเมืองและยุทธศาสตร์ ดังนั้นการแข่งขันเพื่อครอบครองเส้นทางสายไหมจึงเป็นทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการเมือง

5.1 เส้นทางสายไหมทางทะเลและเส้นทางเครื่องเทศ

เส้นทางสายไหมทางทะเลและเส้นทางเครื่องเทศ

    เส้นทางสายไหมทางทะเลเป็นเครือข่ายการเดินเรือที่เชื่อมจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ศรีลังกา อ่าวเปอร์เซีย ทะเลแดง และชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก เส้นทางเหล่านี้พัฒนาควบคู่กับเส้นทางสายไหมทางบก และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อการเดินเรือระยะไกลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ท่าเรือในจีน เช่น กว่างโจว หนิงโป หยางโจว และฉวนโจว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้า เมืองท่าเหล่านี้ติดต่อกับคาบสมุทรมลายู อ่าวไทย ชายฝั่งเวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา อ่าวเปอร์เซีย และทะเลแดง

    การเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียอาศัยความรู้เกี่ยวกับลมมรสุม ซึ่งมีทิศทางเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล นักเดินเรือจึงสามารถวางแผนการเดินทางระหว่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนได้ ารค้าทางทะเลยังขนส่งสินค้าได้จำนวนมากกว่าคาราวานทางบกในบางเส้นทาง แต่ต้องเผชิญกับพายุ โจรสลัด และความเสี่ยงจากการเดินเรือ

5.2 เส้นทางสายไหมทางทะเลและเส้นทางเครื่องเทศ

    เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่เชื่อมระหว่างอ่าวเบงกอลกับทะเลจีนใต้ ช่องแคบมะละกาและเมืองท่าต่าง ๆ ในคาบสมุทรมลายูเป็นจุดพักเรือ เปลี่ยนถ่ายสินค้า และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อาณาจักรและชุมชนทางทะเลในภูมิภาคนี้จึงมิได้เป็นเพียงผู้รับอิทธิพลจากจีนหรืออินเดีย แต่เป็นผู้มีบทบาทในเครือข่ายการค้าด้วย

เส้นทางเครื่องเทศ

    เส้นทางเครื่องเทศ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าทางทะเล เครื่องเทศสำคัญมาจากหลายพื้นที่ เช่น พริกไทยจากอินเดีย อบเชยจากศรีลังกา และกานพลูกับลูกจันทน์เทศจากหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเซีย 

    เครื่องเทศมีมูลค่าสูง เพราะใช้ประกอบอาหาร ทำยา ใช้ในพิธีกรรม และเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในสังคมชั้นสูงของโลกโบราณ เมืองท่าและรัฐที่ควบคุมแหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งจึงสามารถสร้างรายได้มหาศาล สินค้าจากจีนที่ส่งออกทางทะเล ได้แก่ ผ้าไหม เครื่องเคลือบ ชา น้ำตาล และสินค้าหัตถกรรม ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องเทศ อัญมณี แก้ว งาช้าง ผ้าฝ้าย สมุนไพร และโลหะมีค่า UNESCO ระบุว่าเส้นทางทางทะเลเป็นองค์ประกอบสำคัญของเครือข่ายเส้นทางสายไหม และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายที่เรียกว่า “เส้นทางเครื่องเทศ”

6.1 การแลกเปลี่ยนศาสนาวัฒนธรรมและความรู้

การแลกเปลี่ยนศาสนา วัฒนธรรม และความรู้

    เส้นทางสายไหมไม่ได้เคลื่อนย้ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางเผยแพร่ศาสนาและแนวคิดระหว่างภูมิภาคต่างๆ พุทธศาสนาเดินทางจากอินเดียผ่านเอเชียกลางเข้าสู่จีนและดินแดนอื่นในเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกัน ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาคริสต์บางนิกาย และศาสนาอิสลามก็แพร่กระจายผ่านการเดินทาง การค้า และการตั้งถิ่นฐานของผู้คน

    การแลกเปลี่ยนดังกล่าวปรากฏในงานศิลปะ สถาปัตยกรรม ภาษา และวรรณกรรม ตัวอย่างเช่น ศิลปะพุทธในเอเชียกลางและจีนมีลักษณะผสมผสานระหว่างรูปแบบอินเดีย เปอร์เซีย และเอเชียตะวันออก เมืองการค้าหลายแห่งยังมีชุมชนจากหลากหลายศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกัน

    ความรู้และเทคโนโลยีบางประเภทก็แพร่กระจายผ่านเครือข่ายนี้ เช่น

  • การทำกระดาษ
  • เทคนิคการทอผ้า
  • การทำแก้วและโลหกรรม
  • ความรู้ด้านดาราศาสตร์และการแพทย์
  • การใช้พืชและสมุนไพร
  • ดนตรี เครื่องดนตรี และรูปแบบการแสดง
  • วิธีการเพาะปลูกและพืชผลชนิดต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอธิบายว่าความรู้ทั้งหมดเดินทางจากจีนไปตะวันตกหรือจากอินเดียไปจีนเพียงทิศทางเดียว การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นหลายทิศทาง และแต่ละภูมิภาคต่างปรับเปลี่ยนสิ่งที่รับมาให้เข้ากับสังคมของตน

7.1 ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ

   เส้นทางสายไหมทำให้เมืองและรัฐที่อยู่ตามเส้นทางมีโอกาสสะสมความมั่งคั่งจากภาษี ค่าผ่านทาง และบริการต่าง ๆ รัฐที่สามารถรักษาความปลอดภัยของเส้นทางได้มักได้รับประโยชน์จากการค้าและมีอำนาจต่อรองกับดินแดนใกล้เคียง

   ในบางยุค จักรวรรดิขนาดใหญ่ช่วยทำให้เส้นทางมีความปลอดภัยและเชื่อมต่อกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การขยายอำนาจของจักรวรรดิมองโกลในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทำให้การเดินทางและการติดต่อข้ามเอเชียมีความต่อเนื่องในช่วงหนึ่ง การเดินทางของทูต พ่อค้า และนักบวชจึงเพิ่มขึ้น

    ในทางกลับกัน หากเส้นทางถูกแบ่งแยกด้วยสงครามหรือความขัดแย้ง การค้าก็อาจชะลอตัว เมืองที่เคยรุ่งเรืองอาจสูญเสียบทบาท และพ่อค้าอาจเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น เส้นทางสายไหมจึงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับอำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจน

7.2 ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ

    การเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคยังมีผลด้านลบด้วย เพราะผู้คน สัตว์ และสินค้าที่เดินทางข้ามระยะไกลอาจนำโรคและเชื้อโรคไปสู่ชุมชนใหม่ อย่างไรก็ตาม การระบุว่าโรคระบาดใดเกิดจากเส้นทางสายไหมโดยตรงจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

8. ความเสื่อมถอยของเส้นทางสายไหม

ความเสื่อมถอยของเส้นทางสายไหม

   เส้นทางสายไหมไม่ได้สิ้นสุดลงในปีใดปีหนึ่ง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและลดความสำคัญลงในบางส่วน ปัจจัยสำคัญมีหลายประการ

  • ประการแรก คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเอเชียกลางและการแตกแยกของจักรวรรดิมองโกล ทำให้เส้นทางบางช่วงไม่ปลอดภัยเหมือนเดิม เมืองโอเอซิสและศูนย์กลางการค้าบางแห่งสูญเสียความสำคัญ ขณะที่พ่อค้าต้องรับภาระค่าผ่านทางและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ประการที่สอง คือ การขยายตัวของเครือข่ายการค้าทางทะเล เรือสามารถขนส่งสินค้าปริมาณมากได้ในต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการขนส่งด้วยคาราวานในบางเส้นทาง การค้าระหว่างจีน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโลกอาหรับจึงมีบทบาทเพิ่มขึ้น
  • ประการที่สาม คือ การขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันและการแข่งขันทางการค้าของรัฐยุโรปในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15–16 โปรตุเกสพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือไปยังเอเชียผ่านแหลมกู๊ดโฮป และใช้กำลังทหารเพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์กับเส้นทางเครื่องเทศ ต่อมาดัตช์และอังกฤษก็เข้ามาแข่งขันและสร้างอำนาจทางการค้าในภูมิภาค
  • ประการที่สี่ ความก้าวหน้าด้านเรือ แผนที่ เครื่องมือเดินเรือ และความรู้เกี่ยวกับลมมรสุมช่วยให้การเดินทางทางทะเลมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การค้าทางบกหายไปทั้งหมด แต่ทำให้เครือข่ายการค้าโลกมีจุดศูนย์กลางและเส้นทางสำคัญเปลี่ยนไป

    ดังนั้น ความเสื่อมถอยของเส้นทางสายไหมจึงควรเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายการค้าทางบกที่มีบทบาทสูง ไปสู่ระบบการค้าที่พึ่งพาเส้นทางทะเลและอำนาจทางทะเลมากขึ้น UNESCO ระบุว่าเครือข่ายเส้นทางสายไหมบางส่วนยังคงใช้งานต่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 แม้บทบาทและรูปแบบการค้าจะเปลี่ยนไปแล้ว

 

    เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้สาระที่น่าสนใจของ เส้นทางสายไหม กันมากขึ้นนะ 

    สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ

   บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ

 

ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

 

สนใจเรียนพิเศษประวัติศาสตร์ตัวต่อตัว ติดต่อได้ที่👇

Line logo LINE ID: @tutorvip หรือคลิ๊ก https://lin.ee/UQ3gQwP
 
ดูอัตราค่าเรียนพิเศษได้ที่ : https://tutor-vip.com/course/learning-price/
 

บทความล่าสุด

เรียนต่อต่างประเทศ ภาษาต่างประเทศ สอบวัดระดับภาษา

50 คำศัพท์ภาษาเยอรมัน สายงานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องรู้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า