สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของ “Michelangelo” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ไมเคิลแองเจโล” ศิลปินผู้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ถ้าพร้อมแล้วไปรู้จักเขาพร้อมกันในบทความเลย!
Michelangelo คือใคร?
Michelangelo Buonarroti (ค.ศ.1475-1564) มีเกลันเจโล หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ ไมเคิลแองเจโล เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1475 ที่เมือง Caprese ใกล้เมือง Arezzo ในแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี เมื่อเขายังเป็นทารก ครอบครัวได้ย้ายกลับไปยังเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรมของอิตาลีในยุคนั้น
แม่ของ Michelangelo เสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียง 6 ปี เขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อและพี่เลี้ยง
การฝึกฝนศิลปะ
ในปี 1488 เมื่ออายุ 13 ปี Michelangelo ได้เป็นลูกศิษย์ของโดเมนีโก กีร์ลันดาโย (Domenico Ghirlandaio) จิตรกรชื่อดังของ Florence กีร์ลันดาโย มีความเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมภาพปูนเปียก (fresco), ทัศนียภาพ (perspective), การวาดรูปคน และภาพเหมือน
เพียงหนึ่งปีต่อมา ในปี 1489 Lorenzo de’ Medici (Lorenzo il Magnifico) ผู้ปกครองฟลอเรนซ์โดยพฤตินัย ได้ขอให้นักเรียนที่เก่งที่สุด 2 คนจากกีร์ลันดาโย ไปศึกษาต่อที่ Humanist Academy ของตระกูล Medici ซึ่งMichelangelo และ Francesco Granacci ได้รับเลือกให้ไปศึกษาที่นั่น
ชีวิตในวัง Medici
Lorenzo de’ Medici เห็นถึงความสามารถพิเศษของ Michelangelo และเสนอให้เขาย้ายเข้าไปอยู่ในวังเพื่อศึกษาร่วมกับลูกๆ ของตระกูล Medici ที่นั่น Michelangelo ได้เข้าถึงคอลเล็กชันประติมากรรมโรมันโบราณของตระกูล Medici และได้พบกับนักปรัชญา กวี และปัญญาชนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขา
บุคลิกภาพ
Michelangelo เป็นคนมุ่งมั่น ทำงานหนัก และมีนิสัยขัดแย้งกับศิลปินร่วมสมัย เช่น Leonardo da Vinci ผู้มีอายุมากกว่าเขา 23 ปี เขามักทำงานคนเดียวและมีความภาคภูมิใจในความเป็นประติมากรมากกว่าจิตรกร แม้ว่าจะสร้างผลงานจิตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ตาม
รูปปั้นเดวิด: สัญลักษณ์แห่งฟลอเรนซ์
รูปปั้นเดวิดมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา เดิมเป็นก้อนหินอ่อนคาร์รารา (Carrara) ที่ถูกตัดมาตั้งแต่ปี 1463 เพื่อสร้างรูปปั้นสำหรับมหาวิหาร Florence ประติมากร 2 คนก่อนหน้า ได้แก่ Agostino di Duccio และ Antonio Rossellino ได้เริ่มงานแต่ก็ทิ้งโครงการไว้หลังจากเริ่มเพียงเล็กน้อย โดยแกะสลักเพียงขา เท้า และผ้าคลุมบางส่วนเท่านั้น
ก้อนหินอ่อนถูกทิ้งไว้ในมหาวิหารนานถึง 26 ปี จนกระทั่งในปี 1501 Michelangelo ซึ่งอายุ 26 ปี ได้โน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิหารมอบโครงการนี้ให้เขาทำต่อ
กระบวนการสร้าง
Michelangelo เริ่มแกะสลักเดวิดในเดือนกันยายน 1501 เขาทำงานในสถานที่ลับหลังมหาวิหาร Santa Maria del Fiore และทำงานอย่างหนักตลอดเวลา จนรูปปั้นเสร็จสมบูรณ์ในปี 1504 ใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่ง
ลักษณะทางศิลปะ
รูปปั้นเดวิดสูง 5.17 เมตร (17 ฟุต) ทำจากหินอ่อนคาร์ราราก้อนเดียว แสดงภาพเดวิดในพระคัมภีร์ไบเบิลก่อนเผชิญหน้ากับยักษ์โกลิอัท (Goliah) นักรบชาวฟิลิสตีน
Michelangelo เลือกแสดงเดวิดในลักษณะที่แตกต่างจากศิลปินรุ่นก่อนหน้า แทนที่จะแสดงภาพเดวิดยืนเหนือศีรษะของยักษ์โกลิอัท ที่ถูกตัดขาด เขาแสดงเดวิดในท่วงท่า “contrapposto” (การยืนที่ถ่ายน้ำหนักลงขาข้างหนึ่ง) ที่ได้รับอิทธิพลจากประติมากรรมกรีกโบราณ
เดวิดยืนในท่าเตรียมพร้อม สายตามองออกไปในระยะไกล มือซ้ายถือหินสลิงพาดไหล่ ส่วนมือขวาห้อยลงมาข้างลำตัวพร้อมกำแน่น กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายถูกแกะสลักอย่างสมจริง แสดงถึงความแข็งแรงและความกล้าหาญ
ความหมายทางการเมือง
เดิมรูปปั้นเดวิดถูกว่าจ้างโดย Opera del Duomo (คณะกรรมการดูแลมหาวิหาร) เพื่อติดตั้งบนยอดมหาวิหาร Florence แต่เมื่อรูปปั้นเสร็จ รัฐบาลสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ได้ตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ติดตั้ง
ในปี 1504 ฟลอเรนซ์ปกครองโดยรัฐบาลสาธารณรัฐที่ต่อต้านตระกูล Medici ซึ่งถูกเนรเทศออกไป รัฐบาลใหม่มองว่าเดวิดเป็นสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับสาธารณรัฐ: เด็กเลี้ยงแกะตัวน้อยที่เอาชนะยักษ์ใหญ่ด้วยพลังแห่งศรัทธาและความกล้าหาญ
คณะกรรมการซึ่งมีศิลปินชื่อดังเช่น Leonardo da Vinci, Sandro Botticelli และ Giuliano da Sangallo ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1504 เพื่อหาสถานที่ตั้งที่เหมาะสม ในที่สุดได้ตัดสินใจตั้งที่ Piazza della Signoria หน้า Palazzo Vecchio (ที่ทำการรัฐบาล) แทน การย้ายสถานที่นี้เปลี่ยนความหมายของรูปปั้นจากบริบททางศาสนาเป็นบริบททางการเมืองโดยสิ้นเชิง เดวิดกลายเป็นสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ที่เอาชนะการกดขี่ของตระกูล Medici และพร้อมปกป้องเอกราชของเมือง
การขนย้ายรูปปั้นจากหลังมหาวิหารไปยัง Piazza della Signoria ใช้เวลาหลายวัน เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 14 พฤษภาคม 1504 โดยทีมงานกว่า 40 คนต้องสร้างโครงไม้พิเศษหุ้มรูปปั้นและเลื่อนผ่านเมืองอย่างระมัดระวัง มีบันทึกว่ากลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสาธารณรัฐและฝักใฝ่ตระกูล Medici ได้ขว้างก้อนหินใส่รูปปั้น แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าระงับเหตุได้ทันโดยไม่เกิดความเสียหาย รูปปั้นถูกตั้งเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน 1504
ต่อมาในปี 1527 ระหว่างการก่อจลาจลต่อต้านตระกูล Medici มีการขว้างเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์จากหน้าต่างของ Palazzo Vecchio ใส่รูปปั้น ทำให้แขนซ้ายของเดวิดหักออกเป็นสามท่อน ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมในภายหลัง
การอนุรักษ์ในปัจจุบัน
ในปี 1873 รูปปั้นเดวิดถูกย้ายไปยัง Galleria dell’Accademia ใน Florence เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาพอากาศ ส่วนที่ Piazza della Signoria มีรูปปั้นจำลองตั้งอยู่แทน
ปัจจุบัน เดวิดยังคงเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์และมรดกศิลปะอิตาลี ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยี่ยมชม
เพดานโบสถ์ซิสทีน งานจิตรกรรมเปลี่ยนโลก
ในปี 1508 Pope Julius II ได้ว่าจ้าง Michelangelo ให้วาดภาพบนเพดานของโบสถ์ซิสทีนในนครวาติกัน โบสถ์แห่งนี้มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างมากสำหรับพระสันตะปาปา เพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญ เช่น การเลือกตั้งพระสันตะปาปาใหม่ (papal conclave)
เดิม Julius II ตั้งใจให้ Michelangelo วาดลวดลายเรขาคณิตและรูปอัครสาวก 12 องค์บนเพดาน แต่ Michelangelo ซึ่งไม่พอใจกับแผนนี้ ได้เสนอแผนใหม่ที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่า
แผนใหม่ของ Michelangelo ประกอบด้วยฉากจากหนังสือปฐมกาล (Genesis) พร้อมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจำลอง ผู้เผยพระวจนะ Sibyls และรูปอื่นๆ รวมแล้วมากกว่า 300 รูป
โครงสร้างและองค์ประกอบ
ฉากหลัก 9 ฉากจาก หนังสือปฐมกาล (Genesis)
กลุ่มที่ 1: การสร้างโลก (3 ฉาก)
- การแยกความสว่างจากความมืด (Separation of Light from Darkness)
- การสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และพืชพรรณ (Creation of the Sun, Moon, and Plants)
- การแยกแผ่นดินจากน้ำ (Separation of the Earth from the Waters)
กลุ่มที่ 2: เรื่องของ Adam และ Eve (3 ฉาก)
- การสร้างอาดัม (The Creation of Adam) – ฉากที่มีชื่อเสียงที่สุด
- การสร้างอีฟ (The Creation of Eve)
- การตกจากสวรรค์ (The Fall and Expulsion from Eden)
กลุ่มที่ 3: เรื่องของ Noah (3 ฉาก)
- การถวายสังเวยของโนอาห์ (The Sacrifice of Noah)
- น้ำท่วมโลก (The Great Flood)
- ความมึนเมาของโนอาห์ (The Drunkenness of Noah)
ฉาก “The Creation of Adam”
ฉาก “The Creation of Adam” เป็นฉากที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเพดานโบสถ์ซิสทีน แสดงภาพพระเจ้ากำลังยื่นมือไปทางอาดัมที่นอนอยู่บนพื้นดิน นิ้วมือทั้งสองเกือบจะสัมผัสกัน
Michelangelo แสดงช่วงเวลา “ก่อน” การสัมผัส ซึ่งสื่อถึงการถ่ายโอนพลังชีวิต สติปัญญา และลมหายใจจากพระเจ้าสู่มนุษย์ พระเจ้าถูกแสดงในลักษณะที่มีพลังและเคลื่อนไหว ในขณะที่อาดัมอยู่ในท่าที่ผ่อนคลายและรอการปลุกให้ตื่น
ใต้แขนซ้ายของพระเจ้ามีหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ระบุว่าเป็น Eve ในรูปแบบที่ยังไม่ถูกสร้าง (Eve in potentia) บางทฤษฎีเสนอว่าเธออาจเป็น พระแม่มารี พร้อมพระเยซูเด็ก ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการสร้างสรรค์ครั้งแรกกับการไถ่บาป
องค์ประกอบเสริม
- ผู้เผยพระวจนะและ Sibyls: รอบๆ ฉากหลักมีรูปของผู้เผยพระวจนะ 7 องค์จากพระคัมภีร์ไบเบิล และ Sibyls (ผู้ทำนายหญิงจากโลกโบราณ) 5 องค์ ตามประเพณี Sibyls ได้ทำนายการมาของพระคริสต์เช่นกันvatican
- Ignudi: รูปชายหนุ่มร่างกำยำเปลือย 20 รูป เรียกว่า “ignudi” นั่งอยู่รอบๆ ฉากหลัก ความหมายที่แท้จริงของ ignudi ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่อาจเป็นตัวแทนของมนุษย์ในอุดมคติตามแนวคิด Neoplatonism ของฟลอเรนซ์
- บรรพบุรุษของพระคริสต์: ในช่องโค้งเหนือหน้าต่างมีรูปของบรรพบุรุษของพระคริสต์
เทคนิคและความท้าทาย
Michelangelo ใช้เทคนิค fresco ซึ่งเป็นการวาดภาพบนปูนเปียก เทคนิคนี้ต้องทำงานอย่างรวดเร็วเพราะปูนจะแห้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ต้องวางแผนอย่างรอบคอบก่อนลงมือวาด
เขาทำงานเป็นส่วนใหญ่เพียงลำพัง โดยมีผู้ช่วยเพียงไม่กี่คน ต้องทำงานบนนั่งร้านสูงในท่าที่ลำบาก โดยต้องเงยหน้าขึ้นตลอดเวลา
งานใช้เวลา 4 ปี (1508-1512) และส่งผลเสียต่อสุขภาพของ Michelangelo ในระยะยาว เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลังและคอไปตลอดชีวิต
ความสำคัญทางเทววิทยา
เพดานโบสถ์ซิสทีนสื่อถึงหลักคำสอนของคริสตจักรคาทอลิกเรื่องการไถ่บาป ฉากจาก หนังสือปฐมกาล (Genesis) แสดงถึงการสร้างมนุษย์ การตกจากสวรรค์ และความต้องการการไถ่บาป
การรวมผู้เผยพระวจนะจากพระคัมภีร์ไบเบิลและ Sibyls จากโลกโบราณสื่อว่าทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติต่างก็รอคอยการมาของพระคริสต์
การเปิดเผยและอิทธิพล
เพดานโบสถ์ซิสทีนเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม 1512 ได้รับการยกย่องทันทีว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
มีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลังอย่างมหาศาล รวมถึง Raphael, Caravaggio และศิลปินยุค Baroque
การบูรณะในทศวรรษ 1980-1990
ในทศวรรษ 1980 และ 1990 เพดานโบสถ์ซิสทีนได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดยได้รับความสนับสนุนจากบริษัทโทรทัศน์ญี่ปุ่น การทำความสะอาดกำจัดคราบเขม่า ฝุ่น และคราบจากเทียนไขที่สะสมมานานหลายศตวรรษ
การบูรณะนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงในวงการศิลปะ ว่าการทำความสะอาดอาจลบชั้นสีที่ Michelangelo เติมหลังจากปูนแห้ง (secco) ซึ่งอาจทำให้ผลงานผิดไปจากเจตนาของศิลปิน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักอนุรักษ์ศิลปะส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการบูรณะทำอย่างถูกต้อง และสีที่สดใสที่เห็นในปัจจุบันเป็นสีดั้งเดิมของ Michelangelo
มรดกและอิทธิพลต่อศิลปะโลก
Michelangelo เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1564 ที่กรุงโรม ด้วยวัย 88 ปี เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนวันเกิดปีที่ 89 ของเขา นับเป็นช่วงชีวิตที่ยืนยาวผิดปกติสำหรับยุคนั้น เขายังคงทำงานศิลปะต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้าย โดยผลงานชิ้นสุดท้ายที่เขาทำคือประติมากรรม Rondanini Pietà ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
แม้จะเสียชีวิตที่กรุงโรม แต่ร่างของเขาถูกนำกลับมายัง Florence เมืองที่เขารักและผูกพันมาตั้งแต่วัยเด็ก และฝังไว้ที่มหาวิหาร Santa Croce ตามความประสงค์ของ Michelangelo เอง
Michelangelo ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ผลงานทั้งสองชิ้นเป็นจุดสูงสุดของศิลปะยุค High Renaissance และยังคงเป็นมาตรฐานที่ศิลปินรุ่นหลังพยายามเทียบเท่า
- รูปปั้นเดวิด เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของประติมากรรมเรอเนซองส์ ที่ผสมผสานความสมจริงของกายวิภาคกับความงามในอุดมคติตามแบบกรีกโบราณ
- เพดานโบสถ์ซิสทีน เป็นผลงานจิตรกรรม fresco ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 5 ล้านคนต่อปีมาเยี่ยมชม
ทั้งสองผลงานยังคงเป็นแหล่งศึกษาสำหรับนักศึกษาศิลปะและศิลปินจากทั่วโลก และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถของมนุษย์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือกาลเวลา
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจที่น่าสนใจของ “Michelangelo” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
ศิลปะ สังคมและประวัติศาสตร์
Michelangelo ผู้สร้างเพดานโบสถ์ซิสทีน และรูปปั้นเดวิดในตำนาน
สังคมและประวัติศาสตร์
เส้นทางสายไหม (Silk Road) เส้นเลือดเศรษฐกิจโลกโบราณ
สอบวัดระดับภาษา เรียนต่อต่างประเทศ
50 คำศัพท์ภาษาสเปน ทำงานกับคนสเปนและอเมริกาใต้ได้ทันที