สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของ “บูเช็คเทียน” จักรพรรดินีหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจีน ถ้าพร้อมแล้วไปศึกษาพร้อมกันในบทความเลย!
รู้จัก “บูเช็คเทียน”
ในประวัติศาสตร์จีน มีสตรีจำนวนไม่น้อยที่เคยมีอำนาจเหนือราชสำนัก แต่มีเพียงบูเช็คเทียนเท่านั้นที่ก้าวข้ามบทบาทของจักรพรรดินีและพระพันปีหลวงขึ้นประกาศตนเป็น “จักรพรรดิ” อย่างเต็มรูปแบบ พระนางทรงสถาปนาราชวงศ์อู่โจวขึ้นคั่นกลางราชวงศ์ถังเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และกลายเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ครองตำแหน่งจักรพรรดิในประวัติศาสตร์จีน
บูเช็คเทียน (武则天) หรืออู่ เจ๋อเทียนในสำเนียงจีนกลาง มีพระนามเดิมว่า อู่จ้าว (武曌) เป็นสตรีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีนกว่าสองพันปีที่ขึ้นครองราชย์เป็น “หวงตี้” (皇帝) หรือจักรพรรดิด้วยพระนามของตนเอง ไม่ใช่ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนหรือพระพันปีหลวง ระหว่างปี ค.ศ. 690–705 พระนางทรงตั้งราชวงศ์อู่โจว (武周) ขึ้นแทนที่ราชวงศ์ถัง แม้จะเป็นเพียงช่วงคั่นสั้นๆ ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถัง
พระนาม “บูเช็คเทียน” เป็นการออกเสียงแบบฮกเกี้ยนซึ่งไทยรับผ่านวรรณกรรมและละครจีน แต่ในสำเนียงจีนกลางจะอ่านว่า “อู่ เจ๋อเทียน”
สิ่งที่ทำให้พระนางน่าสนใจคือภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ตำราที่เขียนโดยนักปราชญ์ขงจื๊อชายมักกล่าวถึงพระนางว่าเป็นหญิงชั่วช้าที่แย่งชิงบัลลังก์ แต่ผลงานด้านการปกครองกลับได้รับการยอมรับในเชิงบวกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชีวิตช่วงต้นและการเข้าสู่ราชสำนัก
พระนางประสูติราวปี ค.ศ. 624 (บางแหล่งว่า 623 หรือ 625) บิดาคืออู่ ซื่อเยว์ (武士彟) เริ่มต้นจากการประกอบธุรกิจค้าไม้ เขามาจากครอบครัวผู้ดีท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวข้องกับแวดวงขุนนางและผู้มีการศึกษา ต่อมาอู่ ซื่อเยว์ได้สนับสนุนหลี่หยวนในการต่อต้านราชวงศ์สุย และมีบทบาทในกระบวนการก่อตั้งราชวงศ์ถัง เมื่อราชวงศ์ถังสถาปนาขึ้น เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง ส่วนมารดาของบูเช็กเทียนเป็นสตรีจากตระกูลหยาง ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าและมีความเกี่ยวข้องห่างๆ กับราชวงศ์สุย ดังนั้น ภูมิหลังครอบครัวของบูเช็กเทียนจึงผสมผสานระหว่างฐานะของตระกูลอู่ที่เติบโตขึ้นจากการค้า การทหาร และราชการ กับสายสัมพันธ์ของตระกูลหยางที่เชื่อมโยงกับชนชั้นสูงดั้งเดิม
เมื่ออายุราว 14 ปี (ค.ศ. 638) พระนางถูกเรียกเข้าวังเป็นสนมของจักรพรรดิถังไท่จง ตำแหน่ง “ไฉเหริน” (才人) ซึ่งเป็นสนมระดับล่าง โดยพระนางไม่ได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษ
หลังจักรพรรดิถังไท่จงสวรรคตในปี ค.ศ. 649 สนมที่ไม่มีโอรสธิดาต้องออกบวชเป็นชี พระนางจึงไปอยู่วัดก่านเย่ (感业寺) แต่ในเวลาต่อมาจักรพรรดิถังเกาจง (หลี่จื้อ) โอรสของจักรพรรดิถังไท่จง ซึ่งเคยสนิทสนมกับพระนางมาก่อน ได้รับพระนางกลับเข้าวัง ราวปี ค.ศ. 651–655 (ปีที่แน่ชัดยังเป็นข้อถกเถียง) เรื่องนี้ถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้โจมตีพระนางว่าเป็นการ “ปรนนิบัติสองพ่อลูก” แต่ในทางกฎหมายและธรรมเนียม พระนางออกจากสถานะสนมของจักรพรรดิถังไท่จงโดยสมบูรณ์แล้ว
การก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีและผู้กุมอำนาจ
เมื่อกลับสู่วัง พระนางได้รับตำแหน่งเจาอี๋ (昭仪) สนมชั้นสูง และแข่งขันกับจักรพรรดินีหวังและสนมเซียว ซู่เฟยเพื่อชิงความโปรดปรานของจักรพรรดิถังเกาจง ในปี ค.ศ. 654 พระธิดาองค์เล็กของพระนางสิ้นพระชนม์ ตำราประวัติศาสตร์รุ่นหลังกล่าวหาว่าพระนางบีบคอพระธิดาเอง แล้วโยนความผิดให้จักรพรรดินีหวัง แต่นักวิชาการปัจจุบันจำนวนมากเห็นว่าเรื่องนี้อาจเป็นการปั้นแต่งของผู้เขียนที่เป็นปฏิปักษ์ ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน
ในปี ค.ศ. 655จักรพรรดิถังเกาจงถอดจักรพรรดินีหวังและสนมเซียว แล้วแต่งตั้งพระนางเป็นจักรพรรดินี การตัดสินใจนี้ถูกต่อต้านจากขุนนางอาวุโสในกลุ่มตระกูลขุนนางเก่า เช่น จ่างซุน อู๋จี้ (长孙无忌) พระเชษฐาของพระมเหสีของจักรพรรดิถังไท่จง และฉู่ซุ่ยเหลียง แต่ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางที่มาจากตระกูลรอง เช่น สวี จิ้งจง และหลี่ อี้ฟู่ ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม จ่างซุน อู๋จี้ถูกบีบให้ฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 659
หลังปี ค.ศ. 660 จักรพรรดิถังเกาจงประชวรด้วยโรคที่มีอาการเวียนศีรษะและสายตาเสื่อม (นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง) พระนางจึงเข้ามาช่วยว่าราชการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนราวปี ค.ศ. 665–666 ราชสำนักเรียกทั้งสองพระองค์ว่า “เอ่อร์เซิ่ง” (二圣) “สองผู้ศักดิ์สิทธิ์” หรือหมายถึง “จักรพรรดิทั้งสอง” ในปี 666 ทั้งสองพระองค์ยังร่วมประกอบพิธีเฟิงซ่าน (封禅) บนเขาไท่ซาน ซึ่งเป็นพิธีสูงสุดของจักรพรรดิ และพระนางทรงเป็นสตรีคนแรกที่มีบทบาทในพิธีนี้
เมื่อจักรพรรดิถังเกาจงสวรรคตปลายปี ค.ศ. 683 พระนางในฐานะพระพันปีหลวงทรงควบคุมราชสำนัก โอรสองค์ที่สามหลี่เสียน (จงจง) ขึ้นครองราชย์แต่ถูกปลดหลังผ่านไปเพียงราว 54 วัน เพราะพยายามตั้งพวกพ้องของพระชายา แล้วพระนางทรงตั้งโอรสองค์ที่สี่หลี่ตั้น (รุ่ยจง) เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิด โดยทรงว่าราชการเองทั้งหมด
การสถาปนาราชวงศ์อู่โจว
เส้นทางสู่บัลลังก์ต้องผ่านการต่อต้านหลายครั้ง ในปี ค.ศ. 684 สวี จิ้งเย่ (徐敬业) ก่อกบฏที่หยางโจว โดยมีหลัว ปินหวัง (骆宾王) กวีเรืองนามเป็นผู้เขียนประกาศโจมตีพระนาง แต่กบฏถูกปราบราบคาบภายในไม่กี่เดือน ในปี ค.ศ. 688 เจ้าชายราชวงศ์ถังบางองค์ก่อกบฏอีกและล้มเหลวเช่นกัน ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างให้พระนางกวาดล้างเชื้อพระวงศ์ตระกูลหลี่
ควบคู่กับการปราบปราม พระนางเตรียมความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นระบบ
- สร้างหมิงถัง (明堂) หอพิธีกรรมใหญ่ที่ลั่วหยางในปี ค.ศ. 688
- ใช้คัมภีร์ทางพุทธศาสนา (เช่น คัมภีร์ที่ตีความว่าสตรีจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดินในฐานะอวตารของพระศรีอาริยเมตไตรย) เผยแพร่ว่าพระนางทรงได้รับอาณัติสวรรค์
- ประดิษฐ์อักษรจีนใหม่หลายตัว รวมถึงอักษร “จ้าว” (曌) ที่ใช้เป็นพระนามส่วนตัว ซึ่งประกอบจากอักษรสว่างเหนือฟ้า
ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 690 พระนางทรงให้รุ่ยจงลงจากบัลลังก์ แล้วขึ้นครองราชย์เป็น “เซิ่งเสิ่นหวงตี้” (圣神皇帝) สถาปนาราชวงศ์อู่โจว มีลั่วหยางเป็นเมืองหลวง รุ่ยจงถูกลดเป็นรัชทายาทและใช้แซ่อู๋ตามพระมารดา
นโยบายและผลงานการปกครอง
แม้ภาพลักษณ์ด้านลบจะโดดเด่น แต่ผลงานบริหารของพระนางได้รับการยอมรับจากนักวิชาการจำนวนมาก โดยมีผลงาน เช่น
-
การสรรหาขุนนาง
พระนางขยายระบบสอบจอหงวน (科举) อย่างมาก เปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถจากตระกูลธรรมดาเข้ารับราชการ และริเริ่มการสอบวังหน้าพระที่นั่งด้วยพระองค์เองในปี ค.ศ. 690 ซึ่งช่วยลดอำนาจของตระกูลขุนนางเก่าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และวางรากฐานให้ชนชั้นขุนนางนักปราชญ์ที่เติบโตในสมัยถังตอนกลาง บุคคลที่พระนางเลือกใช้ เช่น ตี๋ เหรินเจี๋ย (狄仁杰) และเหยา ฉง (姚崇) กลายเป็นเสนาบดีคนสำคัญ
-
เศรษฐกิจและสังคม
ในปี ค.ศ. 674 พระนางเสนอข้อเสนอ 12 ประการ เน้นส่งเสริมเกษตรกรรม ลดภาระภาษีและแรงงานเกณฑ์ และให้ผู้มีความสามารถได้รับการเสนอชื่อ ประชากรและทะเบียนครัวเรือนเพิ่มขึ้นตลอดรัชสมัย ส่วนการเพิ่มสถานะของมารดาให้ไว้ทุกข์นานเท่ากับบิดาก็สะท้อนแนวคิดเรื่องสถานะสตรี
-
การทหารและการต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 692 กองทัพอู่โจวยึดกลุ่มเมืองสี่กองทหารแห่งอานซี (安西四镇) ทางเอเชียกลางคืนจากทิเบต และรักษาเส้นทางสายไหมไว้ได้ แต่ก็เผชิญภัยคุกคามจากชาวคีตัน (契丹) และทูเจว๋ตะวันออกที่เกิดขึ้นใหม่
-
พุทธศาสนา
พระนางอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างเข้มข้น เช่น การสร้างพระไวโรจนพุทธะที่ถ้ำหลงเหมิน (龙门石窟) ซึ่งเชื่อกันว่าใบหน้าถอดแบบจากพระนาง
ความโหดเหี้ยม การต่อต้าน และการสิ้นสุดราชวงศ์
ด้านมืดของรัชสมัยบูเช็คเทียนจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมมีดังนี้
-
การสืบสวนด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม
พระนางเปิดให้ประชาชนแจ้งความผ่านกล่องทองแดง (铜匦) โดยใช้เจ้าหน้าที่สอบสวนด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ทำให้มีการกล่าวหาเท็จมากมาย มีการทรมานเพื่อรีดคำสารภาพ เชื้อพระวงศ์และขุนนางจำนวนมากถูกประหารหรือเนรเทศ แม้จะมีการปรับลดความรุนแรงลงในช่วงหลัง และผู้ก่อการเหล่านี้หลายคนถูกกำจัดเองในที่สุด
-
การจัดการภายในครอบครัว
รัชทายาทหลี่ หง (李弘) โอรสองค์โตสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 675 อย่างกะทันหัน แหล่งข้อมูลรุ่นหลังสงสัยว่าถูกวางยา แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด ส่วนโอรสองค์ที่สองหลี่ เสียน (李贤) ถูกปลดและบีบให้ฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 684
-
ตำนานการกำจัดคู่แข่ง
มีตำนานเล่าว่าพระนางสั่งตัดแขนขาจักรพรรดินีหวังและสนมเซียวแล้วโยนลงโอ่งเหล้า แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องเกินจริง
ในช่วงปลายรัชสมัย พระนางทรงโปรดปรานสนมชายพี่น้องจาง อี้จือและจาง ชางจง ซึ่งมีอำนาจในราชสำนักอย่างมาก ขุนนางจำนวนมากเห็นว่าเป็นการเสื่อมเสีย ขณะเดียวกันปัญหาผู้สืบทอดก็ชัดขึ้น ในปี ค.ศ. 698 ตี๋ เหรินเจี๋ยและเสนาบดีคนอื่นโน้มน้าวให้พระนางเรียกโอรสองค์ที่สาม หลี่ เสียน หรือ จงจง (李显) กลับมาเป็นรัชทายาท ด้วยเหตุผลว่าหากตั้งหลานชาย (ตระกูลอู๋)ตามลัทธิขงจื๊อและประวัติศาสตร์จีนหลานชายย่อมต้องกตัญญูและเซ่นไหว้พ่อแม่หรือลุงอาที่เป็นผู้ชายในตระกูลอู๋เท่านั้น หากพระนางส่งมอบบัลลังก์ให้ตระกูลอู๋ เมื่อพระนางสิ้นชีพไปป้ายวิญญาณของพระนางก็จะถูกละเลยหรือไม่ได้อยู่ตำแหน่งสูงสุดในศาลบรรพชน
แต่หากตั้งบุตรชาย (ตระกูลหลี่) บุตรชายย่อมมีหน้าที่กตัญญูในการเซ่นไหว้มารดาตนเองอย่างสูงสุด เมื่อจักรพรรดิถังจงจงขึ้นครองราชย์และฟื้นฟูราชวงศ์ถัง พระนางบูเช็กเทียนจะได้รับการถวายพระนามและร่วมสังเวยในศาลบรรพชนของราชวงศ์ถังอย่างสมพระเกียรติในฐานะ “พระราชมารดา” และจักรพรรดินีในจักรพรรดิถังเกาจง
ต้นปี ค.ศ. 705 เมื่อพระนางประชวรหนัก ขุนนางนำโดยจางเจี้ยนจือ (张柬之) ก่อรัฐประหาร สังหารพี่น้องตระกูลจาง และบีบให้พระนางสละราชบัลลังก์ให้จงจง ราชวงศ์ถังจึงได้รับการฟื้นฟู พระนางสิ้นพระชนม์ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน พระชนมายุราว 81 พรรษา ตามพินัยกรรมทรงถูกลดพระอิสริยยศเป็นจักรพรรดินีและฝังร่วมกับจักรพรรดิถังเกาจงที่สุสานเฉียนหลิง (乾陵) ใกล้เมืองซีอาน หน้าสุสานมีศิลาจารึกเปล่าไร้อักษร (无字碑) ซึ่งยังคงเป็นปริศนาว่าตั้งใจให้ผู้อื่นตัดสินคุณงามความดีเอง หรือไม่สามารถหาถ้อยคำมาสรุปชีวิตพระนางได้
มรดกทางประวัติศาสตร์และการตีความในปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ทางการของถังอย่าง จิ้วถังชู (旧唐书) และ ซินถังชู (新唐书) รวมถึง จือจื้อทงเจี้ยน (资治通鉴) ของซือหม่ากวง เขียนโดยนักปราชญ์ขงจื๊อชายที่เห็นการที่สตรีครองอำนาจเป็นการผิดธรรมชาติ จึงมีน้ำเสียงประณามชัดเจน การประเมินพระนางในปัจจุบันจึงต้องอ่านอย่างระมัดระวังเรื่องอคติของผู้บันทึก
แนวโน้มการตีความสมัยใหม่แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
-
มุมมองเชิงบริหาร
นักประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันหลายคนมองว่ารัชสมัยของพระนางรักษาเสถียรภาพและความมั่งคั่งของถัง และสร้างรากฐานให้ยุคจักรพรรดิถังเสวียนจงตอนต้น (ยุคเปิดศักราชแห่งความรุ่งเรือง) การขยายระบบสอบและการลดอำนาจตระกูลขุนนางเก่าถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมที่มีผลยาวนาน
-
มุมมองเรื่องเพศสภาพ
ผู้ศึกษาบางส่วนชี้ว่าความรุนแรงที่พระนางใช้ไม่ได้ต่างจากจักรพรรดิชายหลายพระองค์ แต่ถูกประณามหนักกว่าเพราะเป็นสตรี ขณะที่อีกฝ่ายเตือนว่าไม่ควรมองพระนางเป็นสัญลักษณ์สิทธิสตรีแบบสมัยใหม่ เพราะพระนางใช้อำนาจภายใต้โครงสร้างราชสำนักชายเป็นใหญ่และไม่ได้ปรับเปลี่ยนสถานะของสตรีโดยรวมมากนัก
-
ในวัฒนธรรมประชานิยม
พระนางปรากฏในละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และนิยายจำนวนมาก ตั้งแต่ภาพผู้หญิงเจ้าเล่ห์ไปจนถึงผู้นำหญิงผู้เปี่ยมความสามารถ และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสาธารณชนมากกว่างานวิชาการ
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจของ “พระนางบูเช็คเทียน” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ

บทความล่าสุด
สังคมและประวัติศาสตร์
บูเช็คเทียน จักรพรรดินีหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจีน
ภาษาต่างประเทศ
50 คำศัพท์ท่องเที่ยวภาษาฝรั่งเศส เที่ยวปารีสแบบติดแกลม
สังคมและประวัติศาสตร์
ไซอิ๋ว ตำนานการเดินทางสู่ชมพูทวีป