สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของ “ขงจื๊อ” ผู้นำทางความคิดที่ส่งอิทธิพลต่อวิธีคิด วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวเอเชียมากที่สุดคนหนึ่ง ถ้าพร้อมแล้วไปรู้จักเขาให้มากขึ้นพร้อมกันเลย!
รู้จัก “ขงจื๊อ”
ขงจื๊อเกิดเมื่อประมาณ 551 ปีก่อนคริสตกาล ในแคว้นหลู่ (บริเวณมณฑลซานตง ประเทศจีนในปัจจุบัน) มีชื่อจริงว่า “ข่งชิว” (孔丘) ส่วนคำว่า “ขงจื๊อ” ที่เราคุ้นหู เป็นสำเนียงที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ขงฟูจื่อ” (孔夫子) ซึ่งมีความหมายยกย่องว่า “อาจารย์ขงฟูจื่อ”
ชีวิตของขงจื๊อไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเกิดในปลายยุคชุนชิว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นแว่นแคว้น ทำสงครามแย่งชิงอำนาจกันอย่างโหดเหี้ยม ระเบียบสังคมพังทลาย และประชาชนต้องทนทุกข์ทรมาน นอกจากนี้ บิดาของเขายังเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเยาว์วัย ทำให้เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนและต้องทำงานรับจ้างสารพัดเพื่อประทังชีวิต
ทว่า ท่ามกลางความยากลำบาก สิ่งที่ทำให้ขงจื๊อแตกต่างคือ “ความกระหายในการเรียนรู้” เขาศึกษาดนตรี บทกวี ประวัติศาสตร์ และพิธีกรรมโบราณด้วยตนเองอย่างไม่ย่อท้อ ดังคำกล่าวของเขาที่ถูกบันทึกไว้ในภายหลังว่า
“ข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่เกิดมาพร้อมกับความรู้ แต่เป็นคนที่รักในอดีต และขยันแสวงหาความรู้อย่างไม่ลดละ”
เส้นทางสู่การเป็นอาจารย์และความฝันที่ไปไม่ถึง
เมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ขงจื๊อได้เปิดสำนักศึกษาของตนเองขึ้น แนวคิดของเขาในยุคนั้นถือว่าปฏิวัติวงการศึกษาอย่างมาก เพราะเขายึดหลัก “การศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่แค่ชนชั้นสูง” เขายินดีต้อนรับลูกศิษย์ทุกคนที่มีความตั้งใจจริง โดยไม่เกี่ยงเรื่องฐานะหรือชาติกำเนิด บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า เขามีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน และมีศิษย์เอกที่เข้าใจคำสอนอย่างลึกซึ้งถึง 72 คน ซึ่งกลุ่มศิษย์เหล่านี้เองที่เป็นผู้รวบรวมคำสอนของอาจารย์จนกลายเป็นคัมภีร์ “หลุนอวี่” (论语) หรือบทสนทนาของขงจื๊อในเวลาต่อมา
แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะครู แต่ความฝันสูงสุดของขงจื๊อคือ “การปฏิรูปการเมือง” เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุข เขาเดินทางรอนแรมไปยังรัฐต่างๆ นานนับสิบปี เพื่อนำเสนอแนวทางการปกครองด้วยคุณธรรมแก่ผู้ปกครองแคว้น ทว่าในยุคที่กระหายสงคราม แนวคิดที่เน้นสันติภาพและความเมตตาของเขาถูกมองว่า “อุดมคติเกินไป” และไม่ได้รับการยอมรับ
ในบั้นปลายชีวิต ขงจื๊อเดินทางกลับมายังแคว้นหลู่บ้านเกิด อุทิศเวลาที่เหลือให้กับการสอนศิษย์และเรียบเรียงตำราโบราณ ก่อนจะลาโลกนี้ไปเมื่อ 479 ปีก่อนคริสตกาล ในวัยประมาณ 73 ปี แม้ในวันที่เขาสิ้นลม ชีวิตทางการเมืองจะดูเหมือนความล้มเหลว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า หลังจากนั้นแนวคิดของเขาจะกลายเป็นปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างหนึ่งของโลก
หลักคำสอนที่สำคัญ
ลัทธิขงจื๊อไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเรื่องพระเจ้าหรือโลกหน้า แต่เป็น ปรัชญาทางจริยธรรมและสังคม ที่มุ่งตอบคำถามว่า “มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้สังคมเกิดความสงบสุข?” โดยมีเสาหลักที่สำคัญดังนี้:
- เหริน (仁) — ความเมตตากรุณาและมนุษยธรรม: คือคุณธรรมสูงสุดที่มนุษย์พึงมีต่อกัน แก่นสำคัญคือแนวคิดสะท้อนกลับที่ว่า “สิ่งใดที่ตนเองไม่ปรารถนา ก็จงอย่าปฏิบัติต่อผู้อื่น”
- หลี่ (禮) — ระเบียบ มารยาท และจารีต: คือแนวทางปฏิบัติ มารยาทสังคม และการรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้สังคมดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีข้อขัดแย้ง
- หลักความสัมพันธ์ 5 ประการ: ขงจื๊อมองว่าคนเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว จะต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นด้วย เมื่อมีความเกี่ยวข้องกัน สังคมก็เกิดขึ้น และเมื่อมีความเกี่ยวข้องกัน ก็จำเป็นต้องมีหลักในการปฏิบัติต่อกัน เป็นเหตุให้เกิดปรัชญาสังคมขึ้นมา จึงเกิดหลักความสัมพันธ์ 5 ประการ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันดังต่อไปนี้
- ผู้ปกครอง กับ ราษฎร (ความภักดีและความเมตตา)
- บิดามารดา กับ บุตร (ความกตัญญูและการอบรมสั่งสอน)
- สามี กับ ภรรยา (ความให้เกียรติและทำหน้าที่ของตน)
- พี่ กับ น้อง (ความเคารพและความรัก)
- เพื่อน กับ เพื่อน (ความจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน)
“ก่อนจะแก้ไขโลก จงแก้ไขตัวเองก่อน” ขงจื๊อเชื่อมั่นว่า สังคมที่ดีไม่ได้สร้างขึ้นด้วยกฎหมายที่เข้มงวด แต่เริ่มจากการ “ขัดเกลาตนเอง” ของปัจเจกบุคคล เมื่อตนเองมีคุณธรรม ครอบครัวจะอบอุ่น เมื่อครอบครัวดี สังคมและประเทศชาติก็จะร่มเย็นเป็นสุขตามลำดับ
ลัทธิขงจื๊อแพร่กระจายไปทั่วเอเชียได้อย่างไร?
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ลัทธิขงจื๊อกลายเป็นเสาหลักของจีน เกิดขึ้นในสมัย ราชวงศ์ฮั่น เมื่อ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ทรงประกาศให้ลัทธิขงจื๊อเป็นปรัชญาทางการของรัฐ และริเริ่ม ระบบการสอบจอหงวนหรือเคอจี่ว์ (科举制) ซึ่งเป็นการคัดเลือกข้าราชการจากผู้อ่านและเข้าใจคัมภีร์ขงจื๊ออย่างลึกซึ้ง ระบบนี้เปิดโอกาสให้คนธรรมดาไต่เต้าสู่อำนาจได้ด้วยความรู้ความสามารถ และทำให้แนวคิดขงจื๊อฝังรากลึกในระบบราชการจีนยาวนานกว่าสองพันปี
กระแสน้ำทางปัญญาเซาะผ่านพรมแดนจีน และแผ่อิทธิพลไปยังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย
- เกาหลี: ในสมัยราชวงศ์โชซอน ลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo-Confucianism) ได้รับการยอมรับจนกลายเป็นอุดมการณ์หลักของรัฐ ส่งผลต่อโครงสร้างสังคม ระบบเครือญาติ และการใช้ระดับภาษาที่เน้นความอาวุโสมาจนถึงปัจจุบัน
- ญี่ปุ่น: นำแนวคิดขงจื๊อไปผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและลัทธิชินโต ประยุกต์เป็นเรื่องความภักดีต่อเจ้านาย หน้าที่ และวินัย ซึ่งเป็นรากฐานของจรรยาบรรณนักรบ “บูชิโด” และวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรญี่ปุ่นปัจจุบัน
- เวียดนาม: ด้วยประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับจีน เวียดนามรับระบบการสอบจอหงวนและค่านิยมเรื่องความกตัญญู รวมถึงการให้คุณค่ากับการศึกษาอย่างเข้มข้น
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: แม้จะไม่ได้รับลัทธิขงจื๊อในฐานะระบบการปกครองโดยตรง แต่ค่านิยมพื้นฐาน เช่น ความกตัญญูรู้คุณ การเคารพผู้อาวุโส และการให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางการศึกษา ก็มีความสอดคล้องกับวิถีของขงจื๊ออย่างแนบแน่น
ลัทธิขงจื๊อกับบริบทในประเทศไทย
การหลอมรวมผ่านระลอกคลื่นชาวจีนโพ้นทะเล
ช่องทางที่ใหญ่ที่สุดที่นำแนวคิดขงจื๊อเข้าสู่ไทย คือการอพยพของชาวจีนโพ้นทะเล (โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์) ชาวจีนได้นำเอาค่านิยม “ความกตัญญูและการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ” ติดตัวมาด้วย เกิดเป็นประเพณีสำคัญที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เช่น เทศกาลตรุษจีน เทศกาลเช็งเม้ง และประเพณีทิ้งกระจาด ความเชื่อเรื่องการทำดีเพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูล และการดูแลบุพการีในยามแก่เฒ่า ซึ่งเป็นแก่นของลัทธิขงจื๊อ ได้ผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีน และแผ่อิทธิพลส่งต่อมายังสังคมไทยในวงกว้างจนกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม
ความสอดคล้องระหว่าง “ขงจื๊อ” กับ “พุทธศาสนา”
เหตุผลที่แนวคิดขงจื๊อเข้ากันได้ดีกับสังคมไทย เพราะมีจุดเชื่อมโยงที่ทรงพลังกับ พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักของไทย ค่านิยมหลายประการแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น:
- ความกตัญญูกตเวทิตา: ในทางพุทธมองว่าความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่วนขงจื๊อมองว่าเป็นรากฐานของมนุษยธรรม (เหริน)
- การเคารพผู้อาวุโส: ระบบอาวุโสในสังคมไทย (ระบบพี่น้อง, การนับถือผู้ใหญ่) มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับหลัก “5 ความสัมพันธ์หลัก” ของขงจื๊อที่เน้นเรื่องการรู้หน้าที่และลำดับชั้นในสังคม
- การขัดเกลาตนเอง: หลักการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างสังคมที่ดีของขงจื๊อ สอดรับกับหลักการฝึกตน (สิกขา) ในทางพุทธ
วรรณกรรมสามก๊กซึ่งเปรียบเสมือนตำราขงจื๊อฉบับแปลไทย
ในเชิงประวัติศาสตร์ ราชสำนักไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯ ให้แปลวรรณกรรมจีนเรื่อง “สามก๊ก” เป็นภาษาไทย วรรณกรรมชิ้นนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของลัทธิขงจื๊ออย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซื่อสัตย์จงรักภักดีของกวนอู ความเมตตาธรรมของผู้ปกครองอย่างเล่าปี่ หรือหน้าที่ของเสนาธิการอย่างขงเบ้ง
สามก๊กจึงทำหน้าที่เป็น “แบบเรียนทางจริยธรรมและการเมือง” ของชนชั้นนำและข้าราชการไทยในอดีต ทำให้แนวคิดเรื่องหน้าที่และความภักดีแบบขงจื๊อถูกส่งต่อผ่านวรรณกรรมอย่างแยบคาย
ขงจื๊อในสังคมไทยร่วมสมัย
ในปัจจุบัน เราจะเห็นอิทธิพลของขงจื๊อในไทยผ่าน “ค่านิยมด้านการศึกษา” ที่ครอบครัวไทย (โดยเฉพาะครอบครัวเชื้อสายจีน) มักจะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเชื่อว่าการศึกษาคือเครื่องมือในการเลื่อนชนชั้นทางสังคมและนำความภาคภูมิใจมาสู่วงศ์ตระกูล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบขงจื๊อขนานแท้
นอกจากนี้ ในแง่การทูตและวัฒนธรรม ประเทศไทยยังมี “สถาบันขงจื๊อ” (Confucius Institute) ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่สอนภาษาและเผยแพร่วัฒนธรรมจีน สะท้อนให้เห็นว่าชื่อของขงจื๊อยังคงถูกใช้เป็นตัวแทนของปัญญาและความรู้ของโลกตะวันออกมาจนถึงปัจจุบัน
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจของ “ขงจื๊อ” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
สังคมและประวัติศาสตร์
ขงจื๊อ คือใคร? ลัทธิขงจื๊อกับสังคมเอเชีย
สังคมและประวัติศาสตร์
Vincent van Gogh ชีวิตศิลปินอัจฉริยะที่ไม่มีใครเข้าใจจนวันที่เขาจากไป
เรียนต่อต่างประเทศ สอบวัดระดับภาษา
50 คำศัพท์ท่องเที่ยวภาษาญี่ปุ่น สำหรับเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก