สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของ “เล่าจื๊อ” และแก่นแท้ของลัทธิเต๋า ถ้าพร้อมแล้วไปศึกษาพร้อมกันในบทความเลย!
รู้จัก “เล่าจื๊อ”
เล่าจื๊อ (老子) แปลว่า “อาจารย์เฒ่า” หรือ “ปราชญ์เฒ่า” ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาคนแรกของสำนักเต๋าในจีน และเป็นผู้ประพันธ์คัมภีร์เต้าเต๋อจิงอันเป็นวรรณกรรมสำคัญของลัทธิเต๋า ท่านได้รับการเคารพในฐานะนักปรัชญาจากฝ่ายขงจื๊อ และได้รับการบูชาในฐานะเทพหรือนักบุญในศาสนาพื้นบ้านจีน โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) ที่เล่าจื๊อได้รับการเชิดชูเป็นถึงบรรพบุรุษของราชวงศ์
ตามชื่อเดิม เล่าจื๊อมีนามสกุลว่า “หลี่” (李) และมีชื่อว่า “เอ๋อร์” (耳) เชื่อกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และเคยดำรงตำแหน่งเป็นบรรณารักษ์หรือนักจดหมายเหตุประจำราชสำนักราชวงศ์โจว บันทึกชีวประวัติที่เก่าแก่ที่สุดของเล่าจื๊อปรากฏอยู่ใน “บันทึกประวัติศาสตร์ฉื่อจี้” (史记) ซึ่งเขียนโดยนักประวัติศาสตร์ซือหม่าเชียน (司马迁) ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล โดยระบุว่าเล่าจื๊อเคยพบและได้แลกเปลี่ยนความรู้กับขงจื๊อในเรื่องพิธีกรรมด้วย
โดยจุดกำเนิดของคัมภีร์เต๋ามาจากช่วงที่เกิดความเสื่อมถอยของราชวงศ์โจว เล่าจื๊อตัดสินใจเดินทางออกจากราชสำนักมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เมื่อ อิ๋นซี (尹喜) ผู้รักษาด่าน เห็นจึงได้ขอร้องให้ท่านเขียนตำราก่อนจะเดินทางต่อไป เล่าจื๊อจึงประพันธ์งานเขียนความยาวสองม้วนว่าด้วยเรื่องเต๋าไว้ให้ ซึ่งเชื่อว่าเป็น “คัมภีร์เต้าเต๋อจิง” ก่อนจะออกเดินทางลับหายไปโดยไม่มีใครทราบชะตากรรมภายหลัง
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม่จำนวนมากตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเล่าจื๊อ บางส่วนเชื่อว่าท่านอาจเป็นบุคคลกึ่งตำนาน และคัมภีร์เต้าเต๋อจิงอาจไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการรวบรวมคำสอนจากปราชญ์หลายท่านในช่วงเวลาต่อมาภายหลังยุคที่เชื่อกันว่าเล่าจื๊อมีชีวิตอยู่
คัมภีร์เต้าเต๋อจิง: มรดกทางปัญญา
คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (道德经 หรือ Dao De Jing) เป็นวรรณกรรมสำคัญของปรัชญาจีนที่ตามธรรมเนียมเชื่อกันว่าเล่าจื๊อเป็นผู้ประพันธ์ขึ้น โดยชื่อ “เต้าเต๋อจิง” ถูกใช้เรียกอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) ก่อนหน้านั้นตำรานี้เคยถูกเรียกด้วยชื่อ “เล่าจื๊อ” ตามชื่อผู้ประพันธ์ที่เชื่อกันมา
เนื้อหาของคัมภีร์นี้ประกอบด้วยตัวอักษรจีนราว 5,000 ตัว แบ่งออกเป็นสองภาค กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “เต๋า” หรือ “วิถี” อันเป็นหลักการพื้นฐานที่แฝงอยู่เบื้องหลังจักรวาลและธรรมชาติทั้งปวง คัมภีร์นี้นำเสนอวิถีชีวิตที่เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยมีหลักการสำคัญคือ “อู๋เหว่ย” (无为) หรือ “การไม่กระทำ” ซึ่งหมายถึงความเป็นไปโดยธรรมชาติและการไม่ฝืนขัดขวางสิ่งต่าง ๆ
ในทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อที่ว่าเล่าจื๊อเป็นผู้ประพันธ์เต้าเต๋อจิงเพียงผู้เดียวเริ่มถูกท้าทายอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงขั้นมีนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามถึงการมีตัวตนจริง ของเล่าจื๊อเองด้วย ปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเนื้อหาในคัมภีร์น่าจะเป็นการรวบรวมคำสอนและคติพจน์ที่สืบทอดกันมาจากครูสู่ศิษย์ในสำนักเต๋า มากกว่าจะเป็นผลงานเขียนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตรง แม้กระนั้น คัมภีร์เต้าเต๋อจิงก็ยังคงเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ได้รับการแปลมากที่สุดในโลก และเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาและศาสนาเต๋าตราบจนปัจจุบัน
แก่นแท้ของลัทธิเต๋า
หัวใจสำคัญของลัทธิเต๋าคือแนวคิดเรื่อง “เต๋า” (道 : Tao) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “วิถี” หรือ “หนทาง” อันเป็นหลักการที่ไม่อาจนิยามหรือบรรยายด้วยถ้อยคำได้อย่างสมบูรณ์ ดังที่ปรากฏในบทเปิดของเต้าเต๋อจิงว่า “เต๋าที่สามารถกล่าวเป็นถ้อยคำได้นั้น ย่อมไม่ใช่เต๋าที่แท้จริงและเป็นนิรันดร์” เต๋าจึงมิใช่พลังหรือแรงกระทำ แต่เป็นดั่ง “วิถีทาง” ที่สรรพสิ่งในจักรวาลเคลื่อนไหวและดำเนินไปตามธรรมชาติของมัน
แนวคิดที่เกี่ยวเนื่องกับเต๋าคือ “เต๋อ” (德) ซึ่งหมายถึงคุณธรรมหรืออำนาจที่ผู้ปฏิบัติเต๋าได้รับจากการประพฤติตนสอดคล้องกับเต๋า เต๋อในความหมายของเล่าจื๊อแตกต่างจากคุณธรรมแบบขงจื๊อ เพราะเป็นพลังแฝงที่ไม่แสวงหาการยกย่องหรืออวดอ้างความสำเร็จของตน
หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “อู๋เหว่ย” (无为) หรือ “การไม่กระทำ” ซึ่งมิได้หมายถึงความเฉื่อยชาหรือการนิ่งเฉยไม่ทำสิ่งใดเลย แต่หมายถึงการกระทำที่สอดคล้องกลมกลืนไปกับกระแสธรรมชาติ โดยไม่ฝืนบังคับหรือแทรกแซงสิ่งต่างๆ ด้วยความเห็นแก่ตัว เปรียบได้กับสายน้ำที่ไหลไปตามทางของมันเองอย่างสงบนิ่งแต่ทรงพลัง ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามหลักอู๋เหว่ยจึงสามารถบรรลุสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องฝืนกระทำ
นอกจากนี้ ลัทธิเต๋ายังผูกพันแนบแน่นกับแนวคิดเรื่อง “หยิน-หยาง” (阴阳) ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามที่เสริมสร้างและพึ่งพาอาศัยกัน มิใช่การขัดแย้งแบบแบ่งแยกเด็ดขาด หากแต่เป็นเอกภาพที่ประกอบด้วยพลังสองด้าน เช่น สว่าง-มืด, ริเริ่ม-ตอบสนอง, สร้างสรรค์-ทำลาย โดยแต่ละด้านต่างแฝงเมล็ดพันธุ์ของอีกด้านหนึ่งไว้ในตัวเอง สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าจักรวาลดำเนินไปอย่างสมดุลผ่านการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของพลังทั้งสองนี้อยู่เสมอ
ปรัชญาการดำเนินชีวิตตามแบบเล่าจื๊อ
ปรัชญาของเล่าจื๊อมีลักษณะเน้นความเป็นเรื่องลึกลับและจิตวิญญาณมากกว่าสำนักคิดจีนสำคัญอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการประพฤติปฏิบัติตนของปัจเจกบุคคลมากกว่าการจัดระเบียบสังคมอย่างที่ขงจื๊อเน้น คำสอนของเล่าจื๊อชี้ให้เห็นว่ามนุษย์จะมีชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ หากดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับกระแสธรรมชาติของเต๋า แทนที่จะพยายามฝืนขัดหรือต่อต้านมัน
แนวทางปฏิบัติที่เล่าจื๊อเสนอเน้นความเรียบง่าย ความถ่อมตน และการละวางความทะเยอทะยานหรือความปรารถนาที่มากเกินควร ท่านวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและใช้อำนาจบังคับ โดยเสนอว่าการปกครองที่ดีที่สุดคือการปกครองที่แทบไม่ปรากฏร่องรอยของการแทรกแซง ปล่อยให้ประชาชนดำเนินชีวิตไปตามครรลองธรรมชาติของตนเอง
หลักคุณธรรมสำคัญสามประการที่มักถูกกล่าวถึงในปรัชญาเต๋า ได้แก่ ความเมตตากรุณา (慈) ความพอประมาณหรือมัธยัสถ์ (儉) และความอ่อนน้อมถ่อมตนโดยไม่อวดอ้างตนเหนือใคร (不敢为天下先) คุณธรรมทั้งสามนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการเสแสร้งหรือฝืนธรรมชาติ เปรียบเสมือนไม้ที่ยังไม่ถูกแกะสลักแต่งเติม อันเป็นสัญลักษณ์ของสภาวะดั้งเดิมที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติของมนุษย์
อิทธิพลของลัทธิเต๋า
ลัทธิเต๋าได้หยั่งรากลึกและส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อวัฒนธรรมจีนมาตลอดหลายศตวรรษ ทั้งในด้านปรัชญา ศาสนา และวิถีชีวิตประจำวัน โดยเป็นหนึ่งในสามเสาหลักทางความคิดของจีนร่วมกับลัทธิขงจื๊อและพุทธศาสนา แนวคิดของเต๋ายังแผ่ขยายอิทธิพลไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ในด้านการแพทย์ แนวคิดหยิน-หยางและพลังชี่ (气) ซึ่งเป็นรากฐานของลัทธิเต๋าได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการแพทย์แผนจีน รวมถึงศาสตร์การฝังเข็ม โดยเชื่อว่าสุขภาพที่ดีเกิดจากความสมดุลของพลังทั้งสองในร่างกาย
ในด้านศิลปะการต่อสู้ ลัทธิเต๋าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปะการต่อสู้หลายแขนง โดยเฉพาะไทเก๊ก (太极拳) ซึ่งเน้นการฝึกฝนและเสริมสร้างพลังชี่มากกว่าการใช้กำลังกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการฝึกชี่กง (气功) การทำสมาธิที่มีรากฐานมาจากแนวคิดเต๋าเช่นกัน
ในด้านสถาปัตยกรรมและการจัดพื้นที่อยู่อาศัย ศาสตร์ฮวงจุ้ย (风水) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำหลักการไหลเวียนของพลังชี่ตามแนวคิดเต๋ามาประยุกต์ใช้ในการจัดวางสิ่งแวดล้อมให้กลมกลืนและเป็นมงคล
นอกจากนี้ ลัทธิเต๋ายังมีความเกี่ยวพันกับการเล่นแร่แปรธาตุแบบจีน โหราศาสตร์จีน และมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดกับพุทธศาสนานิกายเซน แม้ปัจจุบันจำนวนผู้นับถือลัทธิเต๋าอย่างเป็นทางการจะลดลง แต่คำสอนและปรัชญาของเล่าจื๊อยังคงมีอิทธิพลสืบเนื่องต่อวิถีคิด ศิลปะ วรรณกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจของ “เล่าจื๊อ” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
สังคมและประวัติศาสตร์
เล่าจื๊อ ประวัติและแก่นแท้ลัทธิเต๋า
ภาษาต่างประเทศ
50 คำศัพท์ท่องเที่ยวภาษาเกาหลี ถามทาง สั่งอาหาร เช็กอิน ได้แบบสบายๆ
ศิลปะ สังคมและประวัติศาสตร์
Michelangelo ผู้สร้างเพดานโบสถ์ซิสทีน และรูปปั้นเดวิดในตำนาน