สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของ “จอร์จ วอชิงตัน” ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งสหรัฐอเมริกา” ถ้าพร้อมแล้วไปศึกษาพร้อมกันในบทความกันเลย!
รู้จัก “จอร์จ วอชิงตัน”
จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732 ณ เวสต์มอร์แลนด์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เขาคือผู้ได้รับฉายา “บิดาแห่งประเทศของเขา” (Father of His Country) จากบทบาทอันโดดเด่นในฐานะผู้บัญชาการกองทัพภาคพื้นทวีป (Continental Army) ในสงครามปฏิวัติอเมริกา และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ผู้ประคับประคองชาติเกิดใหม่ด้วยหลักการเอกภาพ รัฐธรรมนูญ และความเป็นกลาง
วอชิงตันเติบโตในครอบครัวเจ้าของไร่ ณ เฟอร์รี ฟาร์ม (Ferry Farm) เมื่อบิดาเสียชีวิตลงขณะเขาอายุเพียง 11 ปี เขาจึงไม่ได้เข้ารับการศึกษาระดับสูงเหมือนพี่ชาย แต่เลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านหนังสือและประสบการณ์จริง เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักสำรวจที่ดินตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งทำให้เขาคุ้นเคยกับภูมิประเทศอย่างลึกซึ้ง
ต่อมาเขาได้เข้าร่วม สงครามเจ็ดปี (สงครามอินเดียนและฝรั่งเศส) ในฐานะนายทหารรุ่นเยาว์ แม้จะเคยพ่ายแพ้ในบางสมรภูมิ แต่ความกล้าหาญของเขาในเหตุการณ์ “การกรีธาทัพแบรดด็อก” (Braddock Expedition) ก็สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วอาณานิคม และมีบทบาทสำคัญยิ่งในเวลาต่อมาในฐานะผู้บัญชาการกองทัพภาคพื้นทวีปช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา
สงครามปฏิวัติอเมริกา
จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ: ในช่วงทศวรรษที่ 1770 ความตึงเครียดระหว่าง 13 อาณานิคมและจักรวรรดิอังกฤษได้ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษพยายามขูดรีดภาษีอย่างหนักเพื่อชดเชยหนี้สงคราม จนนำไปสู่การต่อต้านภายใต้วาทะสำคัญที่ว่า “จะไม่มีการจ่ายภาษี หากไม่มีตัวแทนในสภา” (No Taxation Without Representation) เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล สงครามจึงปะทุขึ้น ในปี ค.ศ. 1775 จอร์จ วอชิงตัน ได้รับเลือกให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพภาคพื้นทวีป (Continental Army) ซึ่งเขาต้องแบกรับภารกิจอันหนักอึ้งในการต่อสู้กับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พร้อมๆ กับการกอบกู้ขวัญกำลังใจของคนในชาติ
การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยชีวิต: เส้นทางสู่การประกาศเอกราชนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก ดังนี้
- การข้ามแม่น้ำเดลาแวร์: ในช่วงที่กองทัพพ่ายแพ้ติดต่อกันจนทหารหมดกำลังใจ วอชิงตันได้ตัดสินใจทำแผนเหนือความคาดหมาย โดยนำกำลังพลฝ่าพายุหิมะและแผ่นน้ำแข็งข้ามแม่น้ำเดลาแวร์ในยามวิกาล เพื่อเข้าจู่โจมทหารรับจ้างชาวเยอรมันที่เมืองเทรนตัน
- บททดสอบที่แวลลีย์ ฟอร์จ (Valley Forge): สมรภูมินี้กองทัพไม่ได้สู้กับศัตรู แต่ต้องสู้กับความหนาวเหน็บ โรคระบาด และความอดอยาก ซึ่งคร่าชีวิตทหารไปนับพันนาย แต่วอชิงตันเลือกที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทหารของเขาโดยไม่ทอดทิ้ง และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวปรัสเซียมาฝึกระเบียบวินัยทหารใหม่จนแข็งแกร่ง
ชัยชนะและการวางอำนาจ: หลังจากผ่านพ้นความอดทนและความยากลำบาก กองทัพของเขาก็สามารถคว้า ชัยชนะครั้งสำคัญที่ยอร์กทาวน์ได้ในปี ค.ศ. 1781 และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง วอชิงตันได้สร้างบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในปี ค.ศ. 1783 เขาตัดสินใจ “วางอาวุธ” ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการต่อสภา และปฏิเสธที่จะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ การกระทำนี้เป็นการยืนยันเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยสูงสุดนั้นต้องเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
การร่างรัฐธรรมนูญ: วอชิงตันผู้รวมชาติ
ปัญหาของรัฐบาลยุคแรกและการร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงแรกของการตั้งประเทศ สหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้กฎหมายที่เรียกว่าธรรมนูญการปกครอง (Articles of Confederation) ซึ่งทำให้รัฐบาลกลางมีอำนาจอ่อนแอมาก ไม่สามารถเก็บภาษี จัดตั้งกองทัพ หรือควบคุมการค้าได้ จนทำให้เกิดวิกฤตความวุ่นวาย เช่น เหตุการณ์กบฏเชย์ส (Shays’ Rebellion) ที่ชาวนาลุกฮือขึ้นต้านการเก็บภาษีและบุกยึดศาล
จากปัญหานี้ เจมส์ แมดิสัน และจอร์จ เมสัน พยายามโน้มน้าวให้ จอร์จ วอชิงตัน เข้าร่วมการประชุมเพื่อหาทางแก้ไขธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งท้ายที่สุดวอชิงตันก็ตอบรับคำเชิญและเดินทางไปร่วมการประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (Constitutional Convention) ในปี ค.ศ. 1787 ซึ่งเป้าหมายเดิมคือการแก้ไขธรรมนูญ แต่กลับกลายเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งหมด วอชิงตันเดินทางมาอย่างลับๆ และได้รับเลือกให้เป็นประธานการประชุมอย่างเป็นเอกฉันท์ แม้เขาจะพูดแสดงความเห็นเพียงแค่ครั้งเดียว แต่การปรากฏตัวของเขาเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่ช่วยประสานรอยร้าวระหว่างผู้แทนจากรัฐต่างๆ นอกจากนี้ การที่วอชิงตันเป็นผู้รับรองและส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้สภาคองเกรส ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือจนทำให้กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลกลาง (Antifederalists) คัดค้านได้ยากขึ้น
การรับตำแหน่งประธานาธิบดีและการสร้างชาติ ในปี ค.ศ. 1789 วอชิงตันได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกอย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 69 เสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง และได้เข้าสาบานตนที่นิวยอร์ก เขาเริ่มต้นสร้างชาติจากศูนย์โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ (Federalism) รักษาสมดุลของอำนาจทั้งสามฝ่าย และปฏิเสธการปกครองแบบมีกษัตริย์
วอชิงตันยังได้ริเริ่มจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ชุดแรกขึ้นมาบริหารประเทศ ประกอบด้วย
- โธมัส เจฟเฟอร์สัน: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (มีแนวคิดสนับสนุนฝรั่งเศสและภาคเกษตรกรรม)
- อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (มีแนวคิดสนับสนุนอังกฤษและระบบการเงิน)
- เฮนรี น็อกซ์: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม
- เอ็ดมันด์ แรนดอล์ฟ: อัยการสูงสุด
แม้แฮมิลตันและเจฟเฟอร์สันจะขัดแย้งกันอย่างหนักเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การก่อตั้งระบบสองพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก แต่วอชิงตันก็พยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย
นโยบายสำคัญ
นโยบายที่สำคัญของจอร์จ วอชิงตัน
- การวางตัวเป็นกลาง (Proclamation of Neutrality): เมื่อเกิดสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส วอชิงตันได้ออกประกาศความเป็นกลางในปี ค.ศ. 1793 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามในยุโรป โดยขู่จะลงโทษชาวอเมริกันที่ไปช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรบ นโยบายนี้ช่วยปกป้องประเทศที่ยังอ่อนแอ และนำไปสู่การทำสนธิสัญญาเจย์ (Jay Treaty) เพื่อฟื้นฟูการค้ากับอังกฤษในเวลาต่อมา
- การปราบปรามกบฏวิสกี้ (Whiskey Rebellion): เมื่อชาวนาในเพนซิลเวเนียก่อกบฏเผาทำลายทรัพย์สินเนื่องจากไม่พอใจการเก็บภาษีวิสกี้ วอชิงตันได้ประกาศว่านี่คือการก่อกบฏต่อแผ่นดิน เขาตัดสินใจนำกองกำลังทหารอาสาสมัครกว่า 13,000 นายไปปราบปรามด้วยตนเอง จนกลุ่มกบฏยอมจำนนโดยไม่มีการสูญเสียชีวิต เหตุการณ์นี้เป็นการพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและอำนาจที่แท้จริงของรัฐบาลกลาง
การตัดสินใจและการกระทำทั้งหมดของวอชิงตันได้วางรากฐานให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่เข้มแข็ง มีสมดุลทางอำนาจ แม้ว่าในบั้นปลายเขาจะมองเห็นช่องโหว่และได้กล่าวเตือนถึงอันตรายจากความแตกแยกของพรรคการเมืองไว้ในสุนทรพจน์อำลาตำแหน่ง (Farewell Address) ในปี 1796 ก็ตาม
มรดกและบทเรียนสำคัญ
1.การวางรากฐานประชาธิปไตยและจำกัดวาระผู้นำ
วอชิงตันได้สร้างบรรทัดฐานที่ยิ่งใหญ่ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีหลังจากดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัยในปี 1797 การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและคุณธรรมเพื่อส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจส่วนตัว ซึ่งกลายมาเป็นธรรมเนียมที่ประธานาธิบดีรุ่นหลังยึดถือปฏิบัติตาม แม้ธรรมเนียมนี้จะเคยถูกละเมิดในยุคของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ เมื่อปี 1940 แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ก็ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 22 (ปี 1951) เพื่อจำกัดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้สูงสุดเพียง 2 สมัยอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจตลอดชีพ
2.สุนทรพจน์อำลา (Farewell Address) และการเตือนสติเรื่องความแตกแยก
สุนทรพจน์อำลาของเขาในปี 1796 ถือเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญของการก่อตั้งประเทศ โดยเน้นย้ำให้ทุกคนเคารพรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด รักษารัฐรวมชาติ และหลีกเลี่ยงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ ข้อความเหล่านี้มีความหมายลึกซึ้งจนวุฒิสภาสหรัฐฯ ต้องนำมาอ่านทบทวนเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมืองเป็นต้นมา บทเรียนเรื่องการรักษาความสามัคคีนี้ยังคงสะท้อนถึงปัญหารอยร้าวทางการเมืองในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
3.จุดเปลี่ยนด้านทัศนคติต่อเรื่องทาส
แม้ในชีวิตของวอชิงตันจะเป็นเจ้าของทาสที่เมานต์เวอร์นอนมากกว่า 300 คน แต่เขาก็มีวิวัฒนาการทางความคิดจากการเป็นเจ้าของไร่มาสู่ผู้ที่สนับสนุนการเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ปี 1775 เขาปฏิเสธที่จะขายทาส และในพินัยกรรมปี 1799 เขาได้ระบุให้ปลดปล่อยทาสส่วนตัวของเขาจำนวน 123 คนให้เป็นอิสระเมื่อมาร์ธา ภรรยาของเขาเสียชีวิต พร้อมกับสั่งให้ดูแลทาสที่ชราและเจ็บป่วยด้วย (ในเวลาต่อมา มาร์ธาได้ตัดสินใจปลดปล่อยทาสเหล่านี้ก่อนกำหนดในวันที่ 1 มกราคม 1801)
4.เมานต์เวอร์นอน (Mount Vernon) สัญลักษณ์แห่งชาติ
บ้านพักของวอชิงตันเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างชาติใหม่และดึงดูดนักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1780 ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมและมีผู้มาเยี่ยมชมกว่า 1 ล้านคนต่อปี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำ การทำเกษตรกรรม และชีวิตครอบครัวของวอชิงตัน
5.บทเรียนและแรงบันดาลใจต่อประชาคมโลก
วอชิงตันเปลี่ยนผ่านตนเองจากทหารมาเป็นสถาปนิกผู้สร้างประชาธิปไตย รูปแบบการปกครองและแนวคิดของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ตัวอย่างเช่น ซุน ยัตเซ็น บิดาแห่งจีนสมัยใหม่ ได้ยกย่องวอชิงตันในการปฏิเสธการสืบทอดอำนาจ นอกจากนี้ ประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเมียนมา ยังได้นำแบบอย่างของการให้พลเรือนอยู่เหนือขั้วอำนาจทหาร รวมถึงการจำกัดวาระของผู้นำ ไปเป็นบทเรียนในการบริหารประเทศอีกด้วย
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจของ “จอร์จ วอชิงตัน” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
ภาษาอังกฤษ เรียนต่อต่างประเทศ
50 คำศัพท์ท่องเที่ยวภาษาอังกฤษ เที่ยวต่างประเทศได้แบบไม่สะดุด
สังคมและประวัติศาสตร์
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาจริงหรือไม่?
สังคมและประวัติศาสตร์
“นโปเลียน โบนาปาร์ต” จากนายพลสู่จักรพรรดิยุโรป