“มหาตมา คานธี” คือใคร? โค่นจักรวรรดิอังกฤษโดยไร้อาวุธได้อย่างไร? บทความนี้พี่ TUTOR VIP จะพาน้องๆ ไปศึกษาประวัติของเขากันอย่างลึกซึ้ง ถ้าพร้อมแล้วไปศึกษาพร้อมกันในบทความกันเลย!
รู้จัก “มหาตมา คานธี”
มหาตมา คานธี หรือชื่อเต็มโมหนทาส กรมจันท์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi, 1869-1948) หรือที่คนทั่วไปเรียกเพื่อยกย่องว่า “มหาตมา” (ผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) ที่เมืองโปร์บันดาร์ รัฐคุชราต ในครอบครัวชาวฮินดูผู้เคร่งศาสนาและมีฐานะ
ในวัย 19 ปี คานธีเดินทางไปศึกษากฎหมายที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร (ค.ศ. 1888-1891) เปลี่ยนจากหนุ่มหัวขบถที่กินเนื้อและสูบบุหรี่ กลายเป็นมังสวิรัติเคร่งครัด ต่อมาในปี 1893 เขาย้ายไปทำงานทนายความที่แอฟริกาใต้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อถูกตำรวจโยนลงจากรถไฟชั้นหนึ่ง เพียงเพราะเป็นชาวอินเดียและแต่งกายแบบพื้นเมือง เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เขาก่อตั้งองค์กร Natal Indian Congress (NIC) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1894 เพื่อต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติที่ชาวอินเดียต้องเผชิญในแอฟริกาใต้ โดยเน้นการประท้วงอย่างสันติวิธีและสิทธิความเสมอภาค
เมื่อกลับอินเดียในปี 1915 คานธีได้เริ่มการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชให้อินเดีย หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ที่เมืองอมฤตสระ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวซิกข์ โดยฝ่ายอังกฤษได้เปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง ทำให้มีเสียชีวิตราว 400 คน และบาดเจ็บอีก 1,300 คน
การต่อสู้โดยอหิงสา
หัวใจหลักในการต่อสู้ของคานธีคือ “อหิงสา” (ไม่เบียดเบียนทั้งกาย วาจา ใจ) ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เขาเชื่อว่าความจริงคือพระเจ้า และการต่อสู้ต้องปราศจากความเกลียดชัง แม้ถูกตีหรือจับกุมก็ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง กลยุทธ์หลัก ได้แก่
- อารยะขัดขืน (Civil Disobedience): ดื้อแพ่งต่อกฎหมายไม่ยุติธรรมโดยไม่ใช้ความรุนแรง
- สวเทศี (Swadeshi): พึ่งพาตนเอง โดยรณรงค์ทอผ้าขาดด้วยฝ้ายท้องถิ่นเพื่อตัดขาดรายได้จากสินค้าอังกฤษ เช่น ผ้าฝ้ายจากแมนเชสเตอร์
- การคว่ำบาตร (Boycott): ลาออกจากตำแหน่งราชการ เลิกใช้ระบบกฎหมายอังกฤษ และเผาสินค้าอังกฤษ
หลักการเหล่านี้พิสูจน์ว่ามวลชนยากจนนับล้านสามารถเอาชนะจักรวรรดิอังกฤษที่ทรงพลังได้ด้วยสันติวิธีและความสามัคคี
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ
คานธีนำขบวนการสำคัญหลายครั้ง ซึ่งบ่อนทำลายอังกฤษทีละขั้นตอน
-
ประท้วง Rowlatt Act (ค.ศ. 1919)
อังกฤษออกกฎหมายจับกุมโดยไม่ตั้งข้อหา คานธีเรียกร้องหยุดงานทั่วประเทศ นำไปสู่เหตุการณ์การสังหารหมู่ที่อมฤตสระ (Jallianwala Bagh Massacre) จังหวัดปัญจาบ ทหารอังกฤษกราดยิงชาวอินเดียที่รวมตัวประท้วงกว่า 400 ศพ (บางแหล่งระบุ 1,000 ศพ) เหตุการณ์นี้ส่งผลรุนแรงต่อความไว้ใจและเชื่อถือของชาวอินเดียในรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดียขณะนั้น และจุดชนวนชาตินิยม
-
Non-Cooperation Movement (ค.ศ. 1920-1922)
เป็นการต่อสู้เพื่อเอกราชครั้งใหญ่ครั้งแรกทั่วประเทศของอินเดีย นำโดยมหาตมะ คานธี ภายใต้แนวทางอหิงสา (Non-violence) เพื่อกดดันให้อังกฤษมอบ “สวราช” (Swaraj) หรือการปกครองตนเอง โดยการคว่ำบาตรสินค้า, โรงเรียน, ศาล และตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับจากรัฐบาลอังกฤษ
-
การเดินขบวนเกลือ (Salt March) (ค.ศ. 1930)
การเดินขบวนประท้วงโดยสันติวิธี นำโดย มหาตมะ คานธี เริ่มเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1930 เพื่อต่อต้านกฎหมายผูกขาดเกลือของอังกฤษที่เอาเปรียบชาวอินเดีย โดยการเดินเท้าจากอาศรมซาบาร์มาติไปยังชายฝั่งดันดี เป็นระยะทางกว่า 390 กิโลเมตร ใช้เวลา 24 วัน
เหตุการณ์นี้จุดประกายให้ชาวอินเดียหลายล้านคนทั่วประเทศทำตาม ก่อให้เกิดขบวนการดื้อแพ่งครั้งใหญ่ (Civil Disobedience Movement) และสร้างแรงกดดันจนทำให้อังกฤษต้องเจรจาและยอมปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมในภายหลัง
-
Quit India Movement (ค.ศ. 1942)
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อเอกราชท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีประกาศ “Do or Die” เรียกร้องให้อังกฤษถอนทัพทันที รัฐบาลอังกฤษตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยการจับกุมคานธีและผู้นำพรรคคองเกรสทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศ ซึ่งนำไปสู่การประท้วงและการจลาจลทั่วประเทศ
แม้จะถูกปราบปราม แต่ขบวนการนี้แสดงให้เห็นว่าอังกฤษไม่สามารถปกครองอินเดียได้อีกต่อไป และกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การได้รับเอกราชในอีก 5 ปีต่อมา (15 สิงหาคม ค.ศ. 1947)
เอกราช การแบ่งแยก และจุดจบชีวิต
อินเดียได้รับเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนแรก ชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) อย่างไรก็ตาม ชัยชนะแห่งเอกราชนี้มาพร้อมความเจ็บปวดครั้งใหญ่ เพราะถูกตามมาด้วย เหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดีย (Partition of India) ที่ทำให้บริเวณใต้เทือกเขาหิมาลัยถูกแบ่งออกเป็นสองรัฐคือ อินเดีย และ ปากีสถาน ตามความต้องการของชาวมุสลิมที่ต้องการรัฐของตนเอง สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม และชาวซิกข์
การจลาจลครั้งนั้นนับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดในยุคหลังสงครามโลก ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตโดยประมาณ 1 ล้านคน และประชาชนกว่า 15 ล้านคน ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิด
ในวัย 78 ปี มหาตมา คานธี ไม่อาจนั่งดูความรุนแรงต่อไปได้ จึงออกเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองที่มีความขัดแย้งรุนแรง เช่น โกลกาตา และนิวเดลี เขาใช้วิธีการอดอาหารประท้วงหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ชาวฮินดูและมุสลิมยุติความรุนแรงและฟื้นฟูสันติภาพด้วย “อหิงสา” หรือการไม่ใช้ความรุนแรง ความเสียสละของคานธีในครั้งนั้นช่วยให้สถานการณ์ความรุนแรงในบางพื้นที่ผ่อนคลายลงชั่วคราว และกลายเป็นหนึ่งในภาพสำคัญของขบวนการต่อสู้ด้วยวิธีสันติในประวัติศาสตร์โลก
วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) มหาตมา คานธีถูกลอบสังหารโดย นาถูราม โกฑเส (Nathuram Godse) ชายหัวรุนแรงที่มีแนวคิดฮินดูชาตินิยมหัวสุดโต่ง ซึ่งเคยมีความเชื่อมโยงกับองค์กรขวาจัดฮินดูบางกลุ่ม โกฑเสใช้ปืนยิง 3 นัด ใส่ที่หน้าอกและท้องของคานธี ขณะกำลังเดินไปร่วมการสวดมนต์ในพิธีทางศาสนาฮินดูที่บ้านพักของนายธนาคารคนหนึ่งในนิวเดลี โดยฝ่ายลอบสังหารให้เหตุผลว่า คานธีให้ความช่วยเหลือและอ่อนข้อต่อปากีสถานมากเกินไปในช่วงการแบ่งแยกอินเดียเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า
แม้คานธีจะจากไป แต่หลักการของ “อหิงสา” หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและสัจจะของเขายังคงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลก สหประชาชาติประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา เป็น “วันไม่ใช้ความรุนแรงสากล” (International Day of Non‑Violence) ตั้งแต่ปี 2550 (ค.ศ. 2007) เพื่อส่งเสริมแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติ
แนวคิดของคานธีถูกถ่ายทอดสู่ผู้นำรุ่นหลังหลายท่าน เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ที่นำหลักการสันติวิธีไปใช้ในขบวนการสิทธิพลเมืองของสหรัฐฯ และ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวทางต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรงของคานธีในช่วงต้นของการต่อต้านระบบเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ แนวคิดของเขายังถูกอ้างอิงเป็นสัญลักษณ์ในบางขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมาร์ ฮ่องกง และที่อื่น ๆ แม้ประวัติศาสตร์การต่อสู้แต่ละประเทศจะมีบริบทและเส้นทางที่ต่างกัน แต่คานธีพิสูจน์แล้วว่า ความสงบ ความอดทน และสันติวิธี สามารถเป็นพลังใหญ่ที่ท้าทายดาบและปืน และวางรากฐานสำคัญให้อินเดียกลายเป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคหลังการล่าอาณานิคม
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้องๆ จะได้เรียนรู้ประวัติที่น่าสนใจของ “มหาตมา คานธี” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
สังคมและประวัติศาสตร์
มหาตมา คานธี ผู้นำไร้อาวุธที่โค่นจักรวรรดิอังกฤษ
สังคมและประวัติศาสตร์
เนลสัน แมนเดลา จากนักโทษสู่ผู้นำ เปลี่ยนแอฟริกาใต้ได้อย่างไร
สังคมและประวัติศาสตร์
ไต้หวันคือประเทศหรือไม่? ประวัติความขัดแย้งจีน–ไต้หวัน