สวัสดีน้องๆ ทุกคน บทความนี้ พี่ TUTOR VIP จะมาแชร์เรื่องราวของ “ศิลปะไบแซนไทน์ “ ศิลปะแห่งอาณาจักรคอนสแตนติโนเปิลที่ยิ่งใหญ่ ถ้าพร้อมแล้วตามไปศึกษาต่อในบทความกันเลย!
การเกิดขึ้นของอาณาจักรไบแซนไทน์
เมือง คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) นับเป็นจุดศูนย์กลางของการกำเนิดและพัฒนาของศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art)
- ช่วงเวลาการก่อตั้ง: จักรวรรดิไบแซนไทน์ (หรือที่รู้จักในนามจักรวรรดิโรมันตะวันออก) มีจุดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการใน คริสต์ศตวรรษที่ 4
- การย้ายเมืองหลวง: ในปี ค.ศ. 330 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (Constantine the Great) ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันจากกรุงโรมไปยังเมืองไบแซนเทียม (Byzantium) ซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาและขนานนามใหม่ว่า คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคืออิสตันบูล ประเทศตุรกี)
- การกำเนิดทางวัฒนธรรม: การย้ายศูนย์กลางอำนาจครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและศิลปะรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นการ ผสมผสาน องค์ประกอบหลักสามส่วนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ดังนี้
- ศิลปะโรมันแบบดั้งเดิม: ซึ่งเน้นที่ความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรมและทักษะการสร้างภาพเหมือน (Portraiture)
- ความเชื่อทางศาสนาคริสต์: ที่เริ่มได้รับการยอมรับและแพร่หลายอย่างกว้างขวาง
- อิทธิพลจากตะวันออก: โดยเฉพาะจากภูมิภาคซีเรีย อียิปต์ และเปอร์เซีย ที่นำมาซึ่งความลึกลับ (Mysticism) และรูปแบบเชิงสัญลักษณ์
การปฏิวัติทางศิลปะในยุคแรก
ศิลปะไบแซนไทน์ในยุคแรกมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากขนบศิลปะคลาสสิกของโรมัน โดยให้ความสำคัญกับการสื่อความหมายทางจิตวิญญาณมากกว่าการเลียนแบบธรรมชาติ
- จุดเปลี่ยนทางศาสนา: ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มีการยอมรับและให้เสรีภาพแก่ศาสนาคริสต์ (ภายหลังจักรพรรดิเทออดอซิอุสที่ 1 ทรงสถาปนาให้เป็นศาสนาประจำรัฐ) ทำให้ ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเผยแผ่และสอนหลักคำสอน ของคริสต์ศาสนาแก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่มีความสามารถในการอ่าน
- อิทธิพลจากศิลปะคริสต์ยุคแรก:
- การเล่าเรื่องผ่านภาพ (Narrative Art): ศิลปินใช้ภาพวาดและภาพโมเสกในการถ่ายทอดเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิล
- การใช้สัญลักษณ์ (Symbolism): การนำสัตว์หรือวัตถุมาเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น นกพิราบแทนพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Holy Spirit) หรือปลา (Ichthys) แทนพระเยซูคริสต์
- การเน้นความศักดิ์สิทธิ์ (Hieratic Style): ภาพตัวละครทางศาสนาจะถูกนำเสนอในลักษณะเคร่งขรึมและสง่างาม มักมีฉากหลังเป็นสีทองเพื่อสื่อถึงแสงสวรรค์และความเป็นอมตะ
- รากฐาน: ในช่วงต้นนี้เอง ศิลปะไบแซนไทน์ได้วางรากฐานทางรูปแบบ (Stylistic Foundation) ซึ่งจะได้รับการพัฒนาและรักษาไว้เป็นระยะเวลามากกว่า 1,000 ปี จนกลายเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
ศิลปะไบแซนไทน์มีลักษณะที่โดดเด่นและสามารถจดจำได้ง่าย ซึ่งสะท้อนถึงวัตถุประสงค์หลักในการเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์และพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
- การแสดงออกที่เคร่งขรึม (Severe Facial Expression):
- ตัวละครจะถูกวาดในลักษณะจริงจัง สงบ และเต็มไปด้วยภูมิปัญญา ไม่มีการแสดงอารมณ์ทางโลก
- ดวงตาถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสื่อถึงการมองโลกแห่งจิตวิญญาณหรือการรับรู้ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
- การลดความสมจริงทางกายวิภาค (Simplified Anatomy):
- ศิลปินไม่ได้เน้นความงามทางกายภาพตามอุดมคติของกรีกและโรมัน
- ร่างกายมักถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าที่ยาวและหลวม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากกายภาพไปสู่จิตวิญญาณ
- การจัดองค์ประกอบแบบสมมาตร (Symmetrical Composition):
- ตัวละครสำคัญจะถูกจัดวางไว้ตรงกลางตามลำดับชั้นความสำคัญ (Hierarchy) เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นระเบียบและมั่นคงทางพิธีกรรม
เทคนิคการสร้างสรรค์ที่น่าตื่นตา
- โมเสก (Mosaic): นับเป็นเทคนิคที่เป็นที่รู้จักและโดดเด่นที่สุดของศิลปะไบแซนไทน์
- วัสดุ: ใช้ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของหินสี (Tesserae) หรือกระจกเคลือบสีต่าง ๆ มาประกอบกันเป็นภาพ
- การใช้สีทอง: มักใช้ กระจกเคลือบทอง เป็นวัสดุสำหรับพื้นหลังและรัศมี (Halo) ซึ่งเมื่อกระทบแสงจะสร้างความระยิบระยับและเน้นย้ำความศักดิ์สิทธิ์
- จิตรกรรมฝาผนัง (Fresco) และไอคอน (Icon):
-
- ไอคอน: ภาพเขียนศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นไม้หรือผืนผ้าใบขนาดเล็ก ใช้สำหรับการบูชาส่วนบุคคลและสาธารณะ โดยยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในคริสตจักรออร์โธดอกซ์
- การใช้สีและความหมาย (Color Symbolism):
-
-
- สีทอง: สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้า และแสงสวรรค์
- สีน้ำเงิน: สื่อถึงความจริงแท้และความบริสุทธิ์
- สีม่วง: สื่อถึงความสูงศักดิ์และราชวงศ์ (สีประจำองค์จักรพรรดิ)
-
- การสร้างมิติ (Spatial Rendering):
-
- ศิลปะไบแซนไทน์ ไม่ได้ใช้ทัศนียภาพแบบเชิงเส้น (Linear Perspective) เพื่อสร้างมิติลึกแบบศิลปะตะวันตกยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
- Golden Ground: การใช้พื้นหลังสีทองทำให้ภาพดูราวกับลอยอยู่ในอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ
- Reverse Perspective: บางครั้งมีการใช้มุมมองย้อนกลับ (วัตถุที่อยู่ไกลกลับดูใหญ่กว่า) เพื่อแสดงความสำคัญทางพิธีกรรมของวัตถุหรือบุคคลนั้น ๆ
ผลงานสำคัญและอิทธิพลที่สืบทอด
- สถาปัตยกรรมและโมเสก
- โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย (Hagia Sophia) ณ คอนสแตนติโนเปิล: สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสตินิอานที่ 1 (ค.ศ. 537) เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะโดมขนาดใหญ่และการตกแต่งภายในด้วยโมเสกที่ประณีต
- โมเสก ณ เมืองราเวนนา (Ravenna) ประเทศอิตาลี: โบสถ์สำคัญ เช่น Basilica of San Vitale เป็นแหล่งรวมโมเสกไบแซนไทน์ยุคแรกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
- อิทธิพลต่อภูมิภาคอื่น
- ศิลปะไบแซนไทน์แผ่อิทธิพลไปยังกลุ่มประเทศที่รับนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ เช่น รัสเซีย (การเขียนไอคอนและการออกแบบโบสถ์) และกลุ่มประเทศ บอลข่าน (เซอร์เบีย บัลแกเรีย โรมาเนีย)
- แม้กระทั่ง ศิลปะอิสลาม ก็ได้รับอิทธิพลจากเทคนิคโมเสกและการใช้สีทองในการตกแต่งสถาปัตยกรรมในยุคแรก
แม้ว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์จะล่มสลายในปี ค.ศ. 1453 ศิลปะและรูปแบบทางเทคนิคของไบแซนไทน์ยังคงดำรงอยู่และได้รับการสืบทอดในศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์จนถึงปัจจุบัน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ได้รับการอนุรักษ์ในพิพิธภัณฑ์และโบสถ์ทั่วโลก
เป็นอย่างไรกันบ้าง? หวังว่าหลังอ่านบทความนี้แล้ว น้อง ๆ จะได้รับความรู้เกี่ยวกับ “ศิลปะไบแซนไทน์” กันมากขึ้นนะ
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ติวตัวต่อตัว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็มาปรึกษาพี่ TUTOR VIP ได้นะ พี่ ๆ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ
บทความต่อไป TUTOR VIP จะมาแนะนำอะไรอีกนั้น ฝากติดตามกันด้วยนะ
ด้วยความร่วมมือของ TUTOR-VIP X Clearnote Thailand

บทความล่าสุด
ทั่วไป
ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art): ศิลปะแห่งอาณาจักรคอนสแตนติโนเปิลที่ยิ่งใหญ่
ทั่วไป สังคมและประวัติศาสตร์
ศิลปะคริสเตียนยุคแรก: ต้นกำเนิดงานศิลป์ประวัติศาสตร์โลก
วิทยาศาสตร์
พลังงานไฟฟ้า เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจุบันนี้มีวิธีผลิตกี่แบบ มาหาคำตอบกัน